
การเมือง...รังแกผม
ห้องทำงานชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล คลาคล่ำไปด้วยนายตำรวจน้อยใหญ่ที่มารอรายงานความคืบหน้าคดีต่างๆ กับ “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ห้องทำงานชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล คลาคล่ำไปด้วยนายตำรวจน้อยใหญ่ที่มารอรายงานความคืบหน้าคดีต่างๆ กับ “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ที่วันนี้สวมใส่ชุดเครื่องแบบเต็มยศสีกากี
ลีลาของ “บิ๊กแจ๊ด” ที่พูดคุยกับนายตำรวจชั้นผู้น้อย เป็นท่าทีของ “พี่ชายใจดี” ที่กำลังสอนน้องด้วยความเอื้ออาทรและอบอุ่น และเมื่อถึงเวลานัดหมายกับโพสต์ทูเดย์ “บิ๊กแจ๊ด” ก็เดินออกมาต้อนรับขับสู้ด้วยตัวเอง
คำถามแรกยิงตรงไม่อ้อมค้อม “มีวันนี้เพราะพี่ให้” หมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช่หรือไม่
บิ๊กแจ๊ด ตอบอย่างไม่ลังเลว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรแอบแฝง แต่เป็นเพลงที่ชอบร้อง คือ เพลง “พี่มีแต่ให้” ส่วนใครจะไปคิดว่ามีวันนี้เพราะท่านทักษิณให้ หรือมานั่งตำแหน่ง ผบช.น. เพราะท่านทักษิณ ก็แล้วแต่จะคิด แต่ให้ในที่นี้ผมยืนยันว่าให้คำอบรมสั่งสอน ไม่มีอะไรแอบแฝงแน่นอน
ทีมงานจึงยิงคำถามสวนทันทีว่า แต่ในโลกของความจริง การรับราชการตำรวจจะมีโอกาสเติบใหญ่หรือไม่ การเมือง ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ
บิ๊กแจ๊ด...จากที่นั่งเอนหลังพูดคุยอย่างผ่อนคลายก็ถอนใจเล็กๆ ก่อนทอดแขนทั้งสองข้างวางบนโต๊ะ สองมือประสานกันแน่นพร้อมกับยื่นมาด้านหน้า แววตาที่อบอุ่นเปลี่ยนเป็นคุกรุ่นไปด้วยความครุ่นคิด ก่อนจะเปิดอกแบบหมดเปลือกว่า ในชีวิตราชการตำรวจก็มีทั้งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองให้มีความก้าวหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็เคยต้องดักดาน เพราะการเมืองเช่นกัน
“สมัยผมเป็นผู้การ ปดส. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี) ขณะที่ปี 2549 ถึงคิวจะได้เป็นรองผู้บัญชาการเสียทีช่วงนั้นมีให้เลือกสองที่ คือ บช.ภ.1 และ บช.ภ.7 แต่เกิดการปฏิวัติจาก คมช. ผมถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ จึงถูกดองแช่เอาไว้ ขยับไม่ได้”
“ผมทำงานมา ผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งด้านสืบสวนปราบปราม แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมจ้องจะย้ายผมอยู่ได้ทุกปี บ้างก็ว่าจะให้ไปเป็นจเรตำรวจบ้าง นี่คือเหตุของการเมืองที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”
บิ๊กแจ๊ด เล่าด้วยความเจ็บปวดต่อว่า ในยุค รัฐบาลชุดก่อน ขณะที่ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ก็แว่วมาจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลว่าจะเอาออก ทั้งๆที่ งานใน บช.ภ.1 มีตลอดทั้งเรื่องยาเสพติด อาชญากรรม ก็ปราบหมด
“แต่โชคดีที่ยังมีผู้ใหญ่รักและเห็นค่าของเรา คือ ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยที่เป็นสารวัตร ที่ สภ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ไปพูดให้ผมและต่อสู้เพื่อความชอบธรรมให้ผม โดยท่านบรรหารไม่ยอมให้ย้ายผม ทำให้ผมไม่โดนย้ายไปไหน สามารถทำงานได้ต่อ แต่ก็ไม่ได้เติบโต ผมนั่งแช่ไม่ได้ขึ้นผู้บัญชาการนานถึง 5 ปี แต่ไม่เป็นไร สั่งให้ทำงานผมก็ทำงาน ไม่สนใจเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์อยู่แล้ว
“ที่ผ่านมาในชีวิตการทำงานของผม หากโดนย้ายผมก็ไม่สนใจ ย้ายก็ย้าย แต่ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน อีกทั้งขืนสู้อยู่ต่อก็ทำงานร่วมกันไม่ได้ มันลำบาก แต่บางครั้งในการโยกย้ายก็เกิดจากความจำเป็น ย้ายเพราะผู้ใหญ่ที่เคารพเป็นห่วงก็มีเช่นกัน
“อย่างกรณีปล้นปืนค่ายทหาร ที่ จ.นราธิวาส เมื่อเดือน ม.ค. 2547 ผมเป็น ผบก.จ.นราธิวาส ได้ 3 เดือน ในยุคนั้นท่านทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี หลังเกิดเหตุมีการเรียกเข้าไปสอบสวนถึงสาเหตุจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งฝ่ายจังหวัด ทหาร ตำรวจ พอถึงคิวผมอธิบาย ผมก็ไม่อยากจะพูดให้ชัดเจน เพราะกลัวว่าจะไปกระทบกับหน่วยงานอื่น
“เหตุการณ์นี้มันทะแม่ง มีกลิ่นที่น่าสงสัย และจะขอเรียนเป็นการส่วนตัวกับท่านนายกฯ แต่กลับถูกอีกฝ่ายบังคับให้พูดต่อหน้านายกฯ เมื่อผมพูดก็กลายเป็นว่าเกิดความไม่พอใจ ทั้งๆ ที่ผมได้อธิบายในที่เกิดเหตุตามประสบการณ์ที่มีมา
“สุดท้ายท่านทักษิณเรียกผมเข้าไปพบ และบอกให้ผมย้ายออกจากพื้นที่ไป ผมก็แย้งขอต่อรองอยู่ต่อ เพื่อช่วยเหลือลูกน้อง อย่างน้อยขอให้ครบเทอม แต่ท่านทักษิณไม่ยอม และให้เหตุผลว่า
“เอ็งจะช้ำมากไปกว่านี้ เขาว่าเอ็งไปกดดันเขา” และท่านทักษิณยื่นมา 2 ที่ให้ผมไป คือ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และที่ จ.ตราด ผมก็คิดว่า ไหนๆ แล้วก็เอามันให้สุดลูกหูลูกตาไปเลยแล้วกัน จึงตัดสินใจลงไปอยู่ที่ จ.ตราด
“แต่การย้ายผมครั้งนี้ ย้ายอย่างเร่งด่วน ผมบอกเลยว่าเสียใจ มันเหมือนกับผมเป็นคนผิดเองทำให้ถูกย้าย ทหารถูกปล้นปืนแต่ผมถูกย้าย แต่อย่างที่บอกไม่เป็นไร ย้ายก็ย้าย” บิ๊กแจ๊ด ระบายความอัดอั้นที่สุมอยู่ในอก
จากนั้นบรรยากาศความตึงเครียดก็เริ่มคลี่คลาย หลัง “บิ๊กแจ๊ด” ได้ระเบิดออกมาชุดใหญ่ ก่อนจะเล่าให้ฟังต่อว่า ก่อนที่จะมานั่งตำแหน่ง ผบช.น. ซึ่งในช่วง 3 เดือนก่อนจะต้องมานั่งรักษาการ ก็ยังไม่รู้เรื่องถึงสาเหตุที่ต้องเข้ามานั่งเก้าอี้ใหญ่ในเมืองกรุง เพียงแต่ผู้ใหญ่สั่งมา ก็ต้องทำตาม และทราบแต่เพียงว่าสถานการณ์เมืองกรุงมีม็อบของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมรัฐสภาไว้
ท่าน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. โทรศัพท์มาหาผม บอกว่า “เฮ้ยแจ๊ดเอ็งไปเป็น ผบช.น.นะ” ผมก็ถามกลับไปว่าเรื่องอะไรครับท่าน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบคล้อยหลังไม่กี่นาที คนที่ผมเคารพก็โทรมาอีก ย้ำเช่นเดียวกับ ผบ.ตร. ว่า “แจ๊ดไปดูนครบาลนะ” ผมก็ถามกลับไปเหมือนกันว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรครับ ท่านก็ได้แต่บอกว่าให้ไปทำงานเถอะ
แต่ก่อนมา บ.ชน. ผมก็โทรศัพท์ไปหา “นัย” (พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น.ในขณะนั้น) ถามและบอกตามประสาคนคุ้นเคยว่า “เฮ้ยนัย จะทำอะไรก็รีบทำ นายโทรมาหากูให้ไปนครบาลแล้ว” แต่สุดท้ายก็มารู้ภายหลังว่ามีการเซ็นคำสั่งกันไปแล้ว ผมจึงต้องมานั่ง ผบช.น.
ผบช.น. เล่าให้ฟังด้วยว่า ความสัมพันธ์ที่มีกับผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและทำให้ในบางครั้งได้รับการดูแลจากฝ่ายการเมืองนั้น มีที่มาที่ไปนะ ไม่ใช่เพราะไปประจบสอพลอได้มา
บิ๊กแจ๊ด ย้อนความหลังให้ฟังว่า นักการเมืองใหญ่คนแรกที่ได้มีโอกาสใกล้ชิด คือ บรรหาร ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสารวัตร สภ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งขณะนั้นมีคดีอาชญากรรมเกิดขึ้นมากในพื้นที่
“หลังผมเข้าไปรับตำแหน่งสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้มากมาย คดีอาชญากรรมที่รุนแรงต่างๆ ลดลงเป็นอย่างมาก จนท่านบรรหารขอพบ จากนั้นก็ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับท่านบรรหารเรื่อยมา” บิ๊กแจ๊ด ระบุ
“นักการเมืองอีกท่านหนึ่งที่ผมเคารพรักก็คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ผมรับราชการอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี มีอยู่วันหนึ่งผมได้รับรายงานว่า มีคนร้ายประมาณ 7 คน จับคนพิการไปเป็นตัวประกัน ขณะนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ผมก็เข้าไปในที่เกิดเหตุทันที
บ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ มีน้ำท่วมอยู่โดยรอบตำรวจต้องค่อยๆ ลอยคอเข้าโดยใช้เรือเป็นที่กำบัง ยื้อกันอยู่จนถึงเช้า ผมบุกเข้าจนประชิดหน้าต่าง ประจันหน้ากับหัวหน้าแก๊งฉายา โจ ด่านช้าง จากนั้นจึงได้มีการเจรจากัน ก่อนที่คนร้ายจะยอมปล่อยตัวประกัน
แต่ภายหลัง โจกับพวกต่อสู้ขัดขืนขณะนำตัวกลับเข้าไปค้นหาอาวุธ และเป็นที่มาของการวิสามัญฆาตกรรม โจ ด่านช้าง กับพวก ซึ่งในวันนั้นหลังจากปิดคดี ก็ได้รับการติดต่อจาก ร.ต.อ.เฉลิม ให้ไปพบ และบอกว่าชื่นชมการทำงานของผม
สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น บิ๊กแจ๊ด บอกว่า ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ที่มีความรู้ความสามารถก้าวไปทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีคำสอนดีๆ มากมายให้นำไปปฏิบัติและยึดถือเป็นแบบอย่าง เช่น ต้องทำงานให้ประชาชนรัก แถมยังต้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชารักและเคารพด้วย ถึงจะเรียกว่าเป็นตำรวจที่ดี
“แล้วผิดหรือ? ที่ผมจะเอารูปคนที่เคารพมาติดไว้ อย่างภาพที่ถ่ายคู่กับท่านทักษิณ ผมก็นำมาติดไว้ในห้องทำงาน เพื่อเตือนสติตัวเองให้นึกถึงคำสอนของท่าน ใครจะว่าอย่างไรผมไม่สนใจ และภาพที่ท่านทักษิณติดยศ พล.ต.ท. ให้ผมนั้น จะมีคนไปฟ้องร้องก็เชิญ ผมติดอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ผมไม่สนใจอยู่แล้ว” บิ๊กแจ๊ด กล่าวอย่างหนักแน่น ก่อนจะให้สัมภาษณ์ในวันต่อมาว่าพร้อมลาออกจาก ผบช.น. หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
ตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ บิ๊กแจ๊ด...ตัวจริง







