
โยกย้าย กินตำแหน่ง สลายความเข้มแข็ง ศอ.บต.
แทบทุกครั้งที่ความรุนแรงชายแดนภาคใต้ปะทุแรง ย่อมสะเทือนถึงสถานะทางการเมืองของรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
แทบทุกครั้งที่ความรุนแรงชายแดนภาคใต้ปะทุแรง ย่อมสะเทือนถึงสถานะทางการเมืองของรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงการถือศีลอดของมุสลิม เรื่อยมากระทั่งล่าสุดการก่อกวนด้วยการปักธงชาติมาเลเซียกว่า 100 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้าน ในฐานะพรรคที่ครองเสียงภาคใต้มากที่สุดโจมตีใส่รัฐบาล คือ ฝ่ายนโยบายไม่ลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลและติดตามการดำเนินนโยบาย
แม้จะเป็นประเด็นการเมืองที่ฝ่ายค้านมุ่งโจมตีรัฐบาล แต่ก็ต้องถือว่ากว่า 1 ปีที่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ การบริหารปัญหาชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลเป็นไปแบบถูลู่ถูกัง ขาดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน
แม้นายกรัฐมนตรีจะมีฐานะเป็นประธาน 2 องค์กรสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แต่การกำกับดูแลปัญหาชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา กลับกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน คือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ
ขณะที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และผู้อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับไม่ได้แสดงบทบาทที่เด่นชัด
ใช่เพียงแต่ในระดับนโยบาย แต่ระดับปฏิบัติโดยเฉพาะ ศอ.บต.เอง ก็มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล โดยมีการโยกย้าย ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. เข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ และแต่งตั้งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. แทนภาณุ ซึ่งทำให้ พ.ต.อ.ทวี ข้ามขั้นจากระดับ 10 เป็นระดับ 11 เทียบเท่าปลัดกระทรวงทันที
การดำรงตำแหน่งเลขาฯ ศอ.บต. ของ พ.ต.อ.ทวี นั้น ก็มีกระแสข่าวว่า เพื่อดำเนินกระบวนการพูดคุยกับขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปูทางเอาไว้
แต่หากพิจารณาถึงบทบาทของทั้งสององค์กร ซึ่ง กอ.รมน. เป็นหน่วยปฏิบัติด้านความมั่นคง ขณะที่ ศอ.บต. เป็นหน่วยรับผิดชอบงานพัฒนา จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมางานทั้งสองด้านไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างที่ควรจะเป็น ฝ่ายความมั่นคงอาจมีตัวเลขการจับกุม การกดดันให้แนวร่วมก่อความไม่สงบเข้ามอบตัวเป็นผลงานให้เห็นได้ แต่สำหรับงานด้านการพัฒนาในความรับผิดชอบของ ศอ.บต.กลับไม่โดดเด่น
ภาพสะท้อนถึงการดำเนินงานพัฒนาที่ไม่คืบหน้า เห็นได้จากท่าทีของฝ่ายต่างๆ ที่แสดงออกมาในช่วงเกิดเหตุรุนแรงถี่ยิบก่อนหน้านี้
1.นายกรัฐมนตรีแถลงวัตถุประสงค์การเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ร่วมประชุมเพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ หรือ ศปก.จชต. ก็เพื่อบูรณาการยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาทั้งหมดของ 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน เพื่อดำเนินการ 9 ยุทธศาสตร์ 29 เป้าหมาย และ 5 แนวทางขับเคลื่อน
2.กองทัพเคยเสียงแข็งขึงขังกับแนวทางงานพัฒนา ว่าทหารต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยเพื่อการดำรงชีวิตของประชาชน แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุยังต้องใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นหลัก
และ 3.สภาที่ปรึกษา ศอ.บต. ออกแถลงการคัดค้านการตั้ง ศปก.จชต. เนื่องจากซ้ำซ้อนกับ ศอ.บต.
ภาพสะท้อนจากทั้ง 3 ปรากฏการณ์ ทำให้เห็นว่า การขับเคลื่อนงานของ ศอ.บต. รวมทั้ง กอ.รมน. เองกำลังมีปัญหา ถึงต้องตั้งองค์กรอย่าง ศปก.จชต. ที่มี พล.อ.ยุทธศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี มานั่งเป็นประธาน เพื่อบูรณาการทุกฝ่ายให้การปฏิบัติมีเอกภาพ
อันที่จริงแนวทางการพัฒนาชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นโดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีชายแดนภาคใต้ ประกาศให้พื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ทุ่มงบประมาณกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ดำเนินโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ
ครั้นเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในด้านนโยบายก็แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร นอกเสียจากการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบทั้งฝ่ายนโยบายและระดับปฏิบัติ
ถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีความได้เปรียบหลายด้านในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ทั้งการเป็นเจ้าของพื้นที่ การผลักดันจัดตั้งศอ.บต. วางกลไกในหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะตัวบุคคลซึ่งล้วนแต่คุ้นเคยและมีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่มาต่อเนื่องยาวนาน แต่หากเทียบผลที่ออกมากับการทุ่มงบประมาณในสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่ทำให้เห็นว่า เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลแค่ไหน
จากการตรวจสอบโครงการพัฒนาชายแดนภาคใต้ของสำนักงบประมาณ พบว่าการดำเนินงานบางโครงการไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด เช่น โครงการปลูกปาล์มน้ำมัน ไม่พบเกษตรกรตามรายชื่อเนื่องจากได้ย้ายออกจากภูมิลำเนา การรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยไม่เข้มแข็งเพียงพอ ไม่มีศักยภาพที่จะดำเนินการด้านการผลิต การตลาด ได้อย่างสม่ำเสมอ
เมื่อนโยบายเดิมไม่มีการผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพ ซ้ำยังเปลี่ยนแปลงผู้ปฏิบัติ ซึ่งถือว่าใหม่ต่อปัญหาภาคใต้เข้ามาทำหน้าที่ผู้นำหน่วย ก็ยิ่งทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาไม่อาจเดินหน้าได้
ล่าสุด ก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารภายใน ศอ.บต.อีกครั้ง โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ ฐานิส ศรียะพันธ์ รองเลขาศอ.บต. เป็นอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และมณฑล สุดประเสริฐ รองเลขาธิการ (นักบริหารสูง) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ทั้งที่ 3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ครม.เพิ่งมีมติให้มณฑล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมโยธาฯ (ระดับ 9) มาเป็นรองเลขาฯ ศอ.บต. ระดับ 10 เทียบเท่าตำแหน่งอธิบดี และโยกย้ายกลับไปกินตำแหน่งอธิบดีโยธาฯ อีกครั้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้น่าเป็นห่วงว่า รัฐบาลกำลังทำให้ ศอ.บต. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ กลายเป็นที่สำหรับโยกย้ายเพื่อมากินตำแหน่ง ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาให้ ศอ.บต. เป็นองค์กรมืออาชีพที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ทำงานอย่างต่อเนื่อง
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็ไม่อาจหวังให้ปัญหาไฟใต้ที่ก่อความสูญเสียมหาศาลมาร่วมทศวรรษยุติลง







