
เกินตัว-หมกเม็ด-หนี้เน่า 'เวียดนาม'จ่อขอกู้'ไอเอ็มเอฟ'
วิกฤตการณ์ภาคการเงินเอเชียระหว่างปี 2540–2541 นับเป็นบทเรียนชั้นดีที่ทำให้แต่ละประเทศเข็ดขยาดต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
วิกฤตการณ์ภาคการเงินเอเชียระหว่างปี 2540–2541 นับเป็นบทเรียนชั้นดีที่ทำให้แต่ละประเทศเข็ดขยาดต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และทำให้ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกต้องตกเป็น “ทาสเงินกู้ไอเอ็มเอฟ” หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ รายใหม่ต่อจากไทย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ในรอบ 10 ปีมานี้
อย่างไรก็ดี หากทุกประเทศสามารถเรียนรู้บทเรียนปัญหาในอดีต ก็คงจะไม่มีวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐ และวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปตามมาในวันนี้ ซึ่งล่าสุดเริ่มมีสัญญาณร้ายมาแล้วว่า “เวียดนาม” อาจต้องกลายเป็นประเทศแรกของกลุ่มเอเชียตะวันออกในรอบ 15 ปีมานี้ ที่ต้องแบกหน้าขอกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ
แนวโน้มนี้ไม่ได้มาจากการมองโลกในแง่ร้ายของนักวิเคราะห์ทั่วไป แต่เป็นถึงรายงานการวิเคราะห์เกือบ 300 หน้า จากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ของสมัชชาแห่งชาติเวียดนาม ซึ่งระบุในเบื้องต้นว่า ระบบการเงินของเวียดนามอาจจำเป็นต้องได้รับการอัดฉีดเงินกู้ล็อตใหญ่ราว 250–300 ล้านล้านด่อง (ราว 3,750–4,500 ล้านบาท) โดยอาจเป็นเงินกู้จากไอเอ็มเอฟ เพื่อเร่งเพิ่มทุนในระบบธนาคารและเร่งขจัดหนี้เสีย ไม่เช่นนั้นเวียดนามอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่เรื้อรัง
นอกจากจะเป็นสัญญาณร้ายแล้ว ยังถือเป็นการยอมรับของคนในโดยไม่อาจหลีกหนีความจริงได้อีกต่อไปว่า เวียดนามกำลังมีปัญหา และเป็นปัญหาขั้นรุนแรงของระบบเศรษฐกิจประเทศเสียด้วย
ข่าวการจับกุม เหวียน ดึ๊ก เคียน นายแบงก์ใหญ่และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารเอซีบี เมื่อเดือนที่แล้ว จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งชาวเวียดนามและนักลงทุนต่างชาติ และทำให้มูลค่าตลาดหุ้นลดฮวบลงกว่า 20% นั้น ได้นำไปสู่การตีแผ่ให้เห็นปัญหาของเวียดนามอย่างชัดเจนว่า โมเดลรัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนประเทศ เป็นรูปแบบที่ล้มเหลว และยังนำไปสู่ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดในวันนี้คือ “หนี้เน่าท่วมประเทศ”
นายกรัฐมนตรี เหวียน เติ๋น สุง ได้เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างรวดเร็วบนจีดีพีระดับ 7% โดยเฉลี่ยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้นโยบายผลักดันรัฐวิสาหกิจ (เอสโออี) ให้ขับเคลื่อนประเทศ โดยมีแบบอย่างจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ หรือแชโบล ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 นักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม
นโยบายส่งเสริมดังกล่าวทำให้รัฐวิสาหกิจเวียดนาม สามารถเข้าถึงเงินกู้จากธนาคารทั้งของรัฐและเอกชนได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่ารัฐวิสาหกิจนั้นๆ จะมีศักยภาพหรือไม่ และนำเงินกู้ไปใช้ถูกวัตถุประสงค์หรือไม่ก็ตาม โดยรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่สุด 100 แห่งในเวียดนามนั้น ยังได้รับสิทธิพิเศษสามารถก่อหนี้ภายใต้วงเงินมหาศาลถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 1.6 ล้านล้านบาท) หรือเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพีประเทศ เมื่อปี 2553 อีกด้วย
เมื่อสามารถเข้าถึงเงินกู้โดยไม่ต้องสนใจแผนการลงทุน บวกกับปัญหาการไร้ “ธรรมาภิบาล” เศรษฐกิจและการลงทุนเวียดนามที่กำลังรุ่งโรจน์จึงเริ่มสะท้อนปัญหาในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
หนึ่งในความล้มเหลวที่เห็นได้ชัด คือวิกฤตการณ์ทางการเงินของบริษัทต่อเรือขนาดใหญ่ วินาชิน เมื่อปี 2553 ซึ่งเกือบทำให้บริษัทล้มละลายบนหนี้สินมหาศาล 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.42 แสนล้านบาท) จากนั้นในปีต่อมา ก็ได้เกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันขึ้นอีกกับบริษัทเดินเรือสมุทร วินาไลน์ส ซึ่งมีหนี้สิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.32 หมื่นล้านบาท) หรือก่อหนี้มากกว่าสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่ถึง 4 เท่าตัว
อู่จอดเรือแห่งหนึ่งของวินาไลน์ส ซึ่งซื้อมาอย่างไร้ประโยชน์ กำลังถูกสื่อในประเทศขนานนามว่าเป็นเศษซากภูเขาเหล็ก เสมือนอนุสรณ์สถานที่ตอกย้ำความล้มเหลวของบริษัทเดินเรือของชาติแห่งนี้ ซึ่งอาจเทียบได้กับโฮปเวลล์ของเมืองไทย แม้จะเป็นรูปแบบปัญหาที่ต่างกันก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างของรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งนี้ยังเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของปัญหารัฐวิสาหกิจเวียดนามที่คาดกันว่า ก่อหนี้รวมกันมหาศาลกว่าที่คาดไว้ อาทิ บริษัทผลิตไฟฟ้าอีวีเอ็น ซึ่งมีพนักงานถึง 1 แสนคน และขยายธุรกิจไปถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร และโบรกเกอร์ แม้ว่าบริษัทจะมีหนี้สินมหาศาลก็ตาม
หนังสือพิมพ์ไซ่ง่อน ไทมส์ ได้รายงานไว้ว่า อีวีเอ็นอาจมีหนี้สูงถึง 240 ล้านล้านด่อง (ราว 3.63 แสนล้านบาท) ซึ่งจะถือเป็นวิกฤตการณ์ของประเทศตามมาทันทีหากอีวีเอ็นประสบภาวะล้มละลาย ขณะที่หนังสือพิมพ์ตวย เตร รายงานเมื่อเดือน ธ.ค. 2554 ว่า อีวีเอ็นอาจขาดทุนจากการประกอบการถึง 8.4 ล้านล้านด่อง หรือมากกว่าตัวเลขจริงที่บริษัทรายงานไปถึง 12 เท่า
เหวียน วัน บินห์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม ได้ยอมรับระหว่างให้การต่อสภาเมื่อเดือนที่แล้วว่า ระดับหนี้เสียของเวียดนามกำลังอยู่ในขั้นที่น่ากังวล โดยอยู่ที่ราว 8.6% จากหนี้ทั้งหมด หรือประมาณ 3.04 แสนล้านบาท ทว่าบรรดานักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้น โดยบริษัทจัดอันดับเครดิต ฟิตช์ เรตติงส์ ระบุว่า อัตราหนี้เสียจากยอดสินเชื่อคงค้างในระบบทั้งหมดของสถาบันการเงินในเวียดนาม อาจสูงถึง 13%
สถานการณ์หนี้เสียที่รุนแรง ระบบเศรษฐกิจที่มีปัญหา ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ซบเซา จนฉุดให้จีดีพีเวียดนามในช่วงครึ่งปีแรก ลดลงอยู่ที่ 4.4% จาก 8.5% ในปี 2550 จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของสมัชชาแห่งชาติเวียดนาม ต้องออกรายงานกระทุ้งให้ประเทศหันมาตระหนักถึงความเสี่ยงครั้งใหญ่ และระบุถึงความเป็นไปได้ในการขอกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ หรือกองทุนที่เคยมีบทบาทในเอเชียเมื่อราว 15 ปีก่อน และปัจจุบันกำลังง่วนอยู่กับปัญหาหนี้ในยุโรป
นอกจากทางเลือกขอเงินกู้ 4,500 ล้านบาทจากไอเอ็มเอฟแล้ว ทางคณะกรรมาธิการยังเสนอทางเลือกอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา อาทิ การขายพันธบัตรระดมทุนระยะสั้นอายุระหว่าง 3–5 ปี การตัดลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และการออกมาตรการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารจัดการหนี้เสียอีกด้วย
“สัดส่วนของหนี้เสียและหนี้ค้างชำระในระบบธนาคารทั้งหมด กำลังอยู่ในระดับที่น่าตกใจ ในขณะที่ฝ่ายการตรวจสอบหนี้เสียนั้นก็มีไม่เพียงพอ” รายงานดังกล่าวระบุ
ขณะเดียวกัน ก็อาจถือเป็นการส่งสัญญาณที่ “หักหน้า” คำกล่าวของผู้ว่าการแบงก์ชาติเวียดนามก่อนหน้านี้ที่ว่า ตัวเลขหนี้เสียยังไม่ถึงระดับที่ต้องตื่นตกใจ เพราะยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับหนี้เสียของประเทศไทยในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ปี 2541 ที่ระดับ 47% และอินโดนีเซียที่ 50%
เพราะหากยังไม่ยอมรับความจริง และลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เวียดนามอาจต้องเดินทับเส้นทางความล้มเหลวของบรรดาเพื่อนบ้าน ทั้งที่ผ่านมานานถึงกว่า 10 ปีแล้ว







