posttoday
ไตรรงค์ เร่งหน่วยงานเบิกงบไทยเข้มแข็งให้ทันสิ้นเดือนนี้

ไตรรงค์ เร่งหน่วยงานเบิกงบไทยเข้มแข็งให้ทันสิ้นเดือนนี้

19 มีนาคม 2553

ไตรรงค์ ระบุ ยอดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 53 ที่สูงขึ้น มาจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้ในโครงการผูกพันข้ามปี

ไตรรงค์ ระบุ ยอดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 53 ที่สูงขึ้น มาจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้ในโครงการผูกพันข้ามปี

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ประธานการประชุมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและงบโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กล่าวว่า ได้รับการรายงานการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2553 พบว่ามียอดเบิกจ่ายสูงกว่าปีก่อน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้ในโครงการผูกพันข้ามปี ไม่ได้เบิกจ่ายใช้ในโครงการใหม่ โดยกำชับให้การเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2553 เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังรับทราบรายงานยอดการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งล่าสุด โดยวงเงินลงทุนแรก 1.9 แสนล้านบาท ที่ได้รับการจัดสรรโครงการไปแล้ว 1.6 แสนล้าน แต่มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินไปแค่ 4.7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 28% ของวงเงินที่ได้รับการจัดสรร ซึ่งถือว่าต่ำมาก ส่วนวงเงินลงทุนส่วนที่สอง 1.49 แสนล้านบาท รับการจัดสรรไปแล้ว 8.7 หมื่นล้านบาท เบิกจ่ายได้ 4.58 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 52.70% ของวงเงินที่ได้รับจัดสรร

นายไตรรงค์ กล่าวว่า ยังเหลือวงเงินอีก 8 หมื่นล้านบาท ที่หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะโครงการของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ต้องยื่นขอรับการจัดสรรให้ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2553 นี้ หากเลยกำหนดดังกล่าว ก็จะยกเลิกโครงการเดิมทั้งหมด และให้เสนอโครงการใหม่เข้ามา ที่มีความพร้อม เบิกจ่ายลงทุนได้ทันที เพราะโครงการที่ต้องใช้เม็ดเงินจากพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท กำหนดให้กู้ให้หมดภายใน 31 ธันวาคม 2553 นี้

“โครงการที่ต้องใช้งบจากพ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ต้องเสนอจัดสรรงบและเซ็นสัญญาโครงการให้ทันภายในปีนี้ จะมาขอกันงบลงทุนเหลื่อมปีไม่ได้ เพราะถ้าจะให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต้องใช้เงินให้หมด ภาครัฐยังมีความจำเป็นรักษาบทบาทในด้านการลงทุนแทนภาคเอกชน ที่จะต้องอัดลงไปอีก อย่ามาพูดถึงการลดการกระตุ้นเศรษฐกิจกิจของรัฐบ้าบอคอแตก รัฐยังจำเป็นต้องลงทุนต่อ” นายไตรรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ จะนำเรื่องเสนอจัดสรรงบล่าช้าของทั้ง 2 หน่วยงานไปรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อหาทางแก้ไข เร่งรัดให้เสนอโครงการได้ทันเวลา ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีปัญหาในเรื่องของราคากลางในการจัดซื้อครุภัณฑ์ ที่ราคากลางในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ต้องปรับราคาให้สะท้อนกับความเป็นจริง จึงสั่งให้สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปพิจารณาแนวทางแก้ไขแล้ว ส่วนกระทรวงศึกษาธิการยังมีปัญหาในส่วนของกรมอาชีวะศึกษา ที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบครุภัณฑ์ 30 กลุ่ม ที่มีราคาแตกต่างกันมาก จึงทำให้ล่าช้า

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย