posttoday
ตรวจผลงาน1ปีรัฐบาลผ่านสายตาเสื้อแดง

ตรวจผลงาน1ปีรัฐบาลผ่านสายตาเสื้อแดง

04 กันยายน 2555

ตรวจผลงาน 1 ปีรัฐบาลผ่านสายตาเสื้อแดงหลากกลุ่ม "นปช."ยกมือให้ผ่าน ขณะที่แดงอุดมการณ์กาหัวให้สอบตก

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ตรวจผลงาน1ปีรัฐบาลผ่านสายตาเสื้อแดง

ผ่านเหตุการณ์สังหารกลางเมืองในปี2553 จนนำมาสู่การยุบสภา ก่อนจะได้รับสิทธิเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตยจนได้รัฐบาล "เพื่อไทย" เข้ามาบริหารประเทศได้สำเร็จ ครบ 1 ปีของรัฐบาลที่กลุ่มมวลชนเสื้อแดงเสียสละเลือดเลือกเข้ามา น่าสนใจว่าพรรคการเมืองนี้ตอบสนองเป้าหมายในแง่ประชาธิปไตยได้มากน้อยเพียงใด     

น.พ.เหวง โตจิราการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มองว่า 1 ปีที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยสานต่อภารกิจของ นปช.ให้บรรลุเป้าหมายเกินครึ่ง จากเป้าหมายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ นปช.ตั้งไว้ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ประกันตัวนักโทษการเมืองที่อยู่ในเรือนจำ 2.เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 53 3.นำฆาตกร 98 ศพมาลงโทษ 4.แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50  และ 5.เดินหน้าแก้ไขกฎหมายที่อยุติธรรมทุกฉบับ

น.พ.เหวง ประเมินว่า 2 ข้อ แรกบรรลุผลอย่างเห็นรูปธรรมที่สุด เพราะในรอบปีที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมและสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยดำเนินการยื่นประกันตัวนักโทษการเมืองออกจากเรือนจำได้หลายราย ทั้งยังย้ายนักโทษการเมืองจากเรือนจำคลองเปรมไปยังเรือนจำชั่วคราวหลักสี่อีกเป็นจำนวนมาก ในขณะที่การเยียวยานั้นรัฐบาลทำได้เกินเป้าที่สามารถคลอบคลุมการจ่ายชดเชยย้อนหลังไปถึงปี 48 และเยียวยาทุกกลุ่มสี โดยเท่าเทียมกัน

"ในส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถือว่ารัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนเต็มที่ ซึ่งตรงตามเจตนารมณ์ที่ทางกลุ่ม นปช.ตั้งไว้ เพียงแต่มีเครือข่ายอำมาตย์เข้ามาขวางโดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 68 เป็นเครื่องมือในการตีความโดยไม่ชอบธรรม ดังนั้นเรื่องนี้จะไปตำหนิติเตียนรัฐบาลไม่ได้"

แกนนำเสื้อแดงผู้นี้บอกอีกว่า ธงหลักของ นปช.ที่ต้องนำฆาตกรมาลงโทษนั้น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญโดยเห็นได้ชัดจากการเดินเกมรุกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคดีผู้เสียชีวิตอีก 19 สำนวนที่คืบหน้าอย่างรวดเร็วต่างจากรัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งยังเห็นได้จากการนัดฟังคำสั่งของศาลอาญาคดีนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ชาว จ.ยโสธร ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ ซึ่งสังคมจะได้รู้คำตอบว่าใครคือฆาตกร

ขณะที่ช่องทางการฟ้องเอาผิดนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ออกคำสั่งเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) นั้น น.พ.เหวง ย้ำว่ายังตามติดชนิดไม่ละสายตา โดยภายในเดือน ก.ย.นี้จะเตรียมขอเข้าพบต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยตนเอง เพื่อชี้แจงถึงเหตุจำเป็นในการยอมรับเขตอำนาจศาลไอซีซีในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์อาชญากรรมสังหารประชาชนในเดือน เม.ย.-พ.ค. ปี 53

ถามว่ามั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะกล้าแตะเรื่องที่เสี่ยงต่อแรงต้านของสังคม? น.พ.เหวง ตอบว่า มั่นใจว่ารัฐบาลกล้า โดยหากเข้าพบนายกรัฐมนตรีจะอธิบายให้เข้าใจทันทีว่าการรับอำนาจศาลโลกเป็นผลดีต่อประเทศ เพราะจะเป็นการสร้างหลักประกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ในประเทศไทยอีกในอนาคต ซึ่งขณะนี้นายประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเองก็ตอบสนองท่าที นปช.หลังจากได้เดินทางไปยื่นเรื่องขอให้ส่งมอบคำประกาศ “ยอมรับอำนาจศาลไอซีซี” ให้แก่นายทะเบียนศาลไอซีซี เมื่อวันที่ 15 ส.ค.โดยล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับแจ้งว่านายประชาได้มอบหมายให้นายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมไปเร่งดำเนินการต่อแล้ว

"แนวทางการบริหารงานของรัฐบาลยังสอดคล้องกับ นปช. เรายืนยันจะเดินเกม 2 ขาเช่นเดิม ข้างหนึ่งคือ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน อีกข้าง คือ สส.ที่ทำหน้าที่ในสภา ต่างคนต่างเดินเป็นอิสระจากกัน จะเอาขาขวาไปฉุดขาซ้ายไม่ได้ แต่ต้องใช้ทั้ง 2 ข้างช่วยกันก้าวเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางที่เราวางไว้ตรงกัน"             

ด้าน พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ยืนยันว่า รัฐบาลล้มเหลวในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเกรงกลัวอำนาจเก่ามากเกินไป ซึ่งท่าทีถอยของรัฐบาลได้สร้างความผิดหวังให้แก่กลุ่มนักวิชาการและอีกหลายกลุ่มอิสระในเสื้อแดง ทุกวันนี้กลายเป็นว่ารัฐบาลจึงทำได้เพียงแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ด้วยความหวังว่าเมื่อสามารถแก้ปัญหาด้านนี้ได้สำเร็จและสร้างความนิยมให้กับประชาชนได้แล้ว จะขยับมาแตะเรื่องการเมืองภายหลัง

"ดิฉันไม่เชื่อว่าเมื่อแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจได้แล้ว มันจะส่งผลด้านกลับโดยอัตโนมัติให้รัฐบาลหันมาแก้รัฐธรรมนูญได้ การแก้รัฐธรรมนูญต้องกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจเก่า และสร้างการต่อรองขึ้นมา น่าเสียดายที่รัฐบาลได้อำนาจจากประชาชนที่เลือกเข้ามา มีอำนาจต่อรองอยู่ในมือแล้ว แต่กลับไม่ฉลาดและใช้อำนาจไม่เป็น"พวงทองระบุ         

สอดคล้องกับ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ชี้ว่า กลุ่มเสื้อแดงมีความหลากหลายทางความคิดของกลุ่มคน ซึ่งขณะนี้ก้าวไปสู่จุดที่พ้นจากการถูกครอบงำของพรรคเพื่อไทยแล้ว ดังนั้นความคาดหวังในแต่ละเรื่องของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกันไป การถอยแก้รัฐธรรมนูญอาจไม่กระทบกับแดงมวลชนมากนัก แต่กระทบเข้าอย่างจังกับกลุ่มแดงปัญญาชนที่ยึดถือหลักการเรื่องประชาธิปไตยเป็นสำคัญ

สิริพรรณ เชื่อว่า เกมการแก้รัฐธรรมนูญย่อมมีการเจรจากันระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกับชนชั้นนำกลุ่มอนุรักษ์นิยมมาโดยตลอด แต่ภายหลังเจอแรงเสียดทานอย่างหนัก เพราะถึงแม้กลุ่มอนุรักษ์นิยมจะปล่อยให้พรรคเพื่อไทยแก้ไขปัญหาปากท้องรายวัน หรือผลักดันโครงการประชานิยม แต่ไม่ยินยอมให้แตะการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอำนาจแน่นอน ดังนั้นสุดท้ายแล้วพรรคเพื่อไทยจึงหันกลับมาเลือกเส้นทางที่คำนึงถึงความอยู่รอดของรัฐบาลตามสภาพที่เห็นในตอนนี้         

สุดา รังกุพันธุ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เห็นความบกพร่องของรัฐบาลอีกด้าน โดยระบุว่า รัฐบาลยังสอบตกด้านการช่วยเหลือนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษที่ถูกคุมขังในคดีอาญามาตรา 112  ที่ขณะนี้ยังคงถูกจองจำในเรือนจำคลองเปรม อาทิ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล และนายสุรภักดิ์ (ไม่เปิดเผยนามสกุล) ต่างจากนักโทษการเมืองรายอื่นที่ถูกย้ายเข้าเรือนจำหลักสี่ อีกทั้งนักโทษ 112 ยังถูกตัดสิทธิประกันตัว

ส่วนผู้ที่ได้รับการประกันที่ผ่านมานั้นต้องผ่านการยื่นขอประกันไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่นักโทษตามมาตรานี้จัดเป็นนักโทษทางความคิด (Prisoner of conscience) เพราะถือเป็นการกระทำในรูปแบบเสนอความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองที่รัฐเห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ของรัฐเท่านั้น ดังนั้นรัฐไม่ควรปฏิบัติต่อนักโทษเหล่านี้เสมือนนักโทษคดีอาญา อย่างไรก็ตามรัฐบาลกลับละเลยที่จะช่วยเหลือ เช่นเดียวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่รัฐบาลแทบจะไม่ให้ความสำคัญ

"เข้าใจว่ารัฐบาลไม่ได้แถลงนโยบายหรือให้คำมั่นว่าจะแก้ไขกฎหมายนี้ก่อนการเลือกตั้ง แต่ประชาชนย่อมมีความคาดหวังว่าพรรคที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นพรรคที่รักประชาธิปไตยจะต้องปรับปรุงกฎหมายที่ปิดกั้นหลักเสรีภาพทางความคิดของประชาชนไทย อันขัดต่อหลักประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ และพรรคเพื่อไทยเองน่าจะเข้าใจได้ดีที่สุด เพราะก็เคยถูกรัฐประหารโดยถูกป้ายสีว่าไม่จงรักภักดีเช่นเดียวกัน"

ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ และนักวิชาการด้านการเมืองการปกครอง วิเคราะห์ว่า ขณะนี้จุดยืนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยยังเดินร่วมทางกับคนเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็น มาตรการเยียวยา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปล่อยตัวนักโทษการเมือง แต่แน่นอนว่าต่อไปในอนาคตรัฐบาลคงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนเสื้อแดงได้ทั้งหมด เพียงแต่ในปัจจุบันบ้านเมืองยังอยู่ในวังวนความขัดแย้งหลังรัฐประหาร และประชาธิปไตยที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น สภาวการณ์จึงบีบให้มวลชนเลือกพรรคที่มีแนวทางรักประชาธิปไตยซึ่งตรงกับตนเองมากที่สุดเฉพาะในบริบททางการเมืองตอนนี้เท่านั้น

"มันไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงจะประคับประคองพรรคหรือพรรคเป็นฝ่ายอุ้มคนเสื้อแดงไปตลอด คาดว่าหลังจากบ้านเมืองพ้นจากการรัฐประหารอย่างเด็ดขาด ก้าวไปสู่ประเทศที่ยึดถือกฎกติกาเป็นหลักและตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคงแล้ว ถึงเวลานั้นจะต้องมีอีกหลายพรรคที่ผุดขึ้นมาเป็นทางเลือกให้กับมวลชนเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น ซึ่งคนเสื้อแดงจะเป็นฝ่ายเลือกพรรคที่ตรงกับความต้องการของพวกเขามากที่สุด หรืออาจก้าวหน้าไปถึงขั้นตั้งพรรคการเมืองของตัวเองเลยก็ได้ เพื่อสร้างนโยบายรองรับความต้องการของมวลชนทางตรง โดยไม่ต้องไปเรียกร้องพรรคการเมืองอื่น"ธเนศวร์กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ