
'เครดิตบูโร' บทพิสูจน์ความฉลาดของของธนาคาร
...ชาติชัย พาราสุข
วันนี้ผมขอไม่พูดถึงเศรษฐกิจในภาพใหญ่ แต่จะขอพูดเรื่องใกล้ตัวหน่อย นั่นก็คือเรื่องของเครดิตบูโรหรือที่เรียกกันติดปากว่า
“แบล็กลิสต์” นั่นแหละเพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า หากมีชื่อติดใน
“แบล็กลิสต์” ของเครดิตบูโรแล้วยากที่จะขอสินเชื่อได้ ซึ่งสำหรับการใช้ชีวิตในโลกโลกาภิวัตน์ การมีสินเชื่อเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าจำเป็น ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะแย้งว่าท่านฐานะดี จึงไม่เคยคิดและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอสินเชื่อใดๆ ทั้งสิ้นแต่ท่านผู้อ่านทราบไหมว่า การมีบัตรเครดิตคือการขอสินเชื่อประเภทหนึ่ง หรือการที่ท่านซื้อสินค้าตามห้างที่มีโปรแกรมผ่อนจ่าย 0% นั่นก็คือสินเชื่ออีกประเภทหนึ่ง ดังนั้นชีวิตของพวกเราในโลกสมัยใหม่จึงเกี่ยวพันกับการมีสินเชื่อตลอดเวลา ทุกครั้งที่ท่านขอบัตรเครดิต ธนาคารที่ออกบัตรต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร หรือเวลาที่ท่านซื้อตู้เย็นแบบผ่อน 0% ไม่ว่าจะแค่ไม่กี่พันบาท เขาก็ตรวจสอบข้อมูลเครดิตของท่านจากเครดิตบูโร (ซึ่งชื่อจริงคือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด) ดังนั้นหากท่านอยู่ใน
“แบล็กลิสต์” เงินฝากร้อยล้านบาทของท่านก็ช่วยให้ท่านมีบัตรเครดิตไม่ได้ท่านผู้อ่านอาจจะคิดต่อไปว่า เมื่อ
“ผู้ขอ” มีประวัติการชำระเงินไม่ดีจนเข้าไปอยู่ในแบล็กลิสต์ก็ไม่สมควรจะมีสินเชื่อ การที่แบงก์ปฏิเสธก็ดีแล้ว เพราะอาจจะกลายเป็นหนี้เสียให้เป็นภาระของธนาคารและสังคม ซึ่งตัวอย่างก็มีให้เห็นกันทั่วโลก เพราะถ้าธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐไม่ปล่อยสินเชื่อมั่วซั่วจนเกิด NPL จำนวนมาก เศรษฐกิจโลกก็จะไม่เป็นเช่นนี้ ผมจะบอกว่าท่านผู้อ่านเข้าใจผิดอย่างแรงแล้วครับประการแรก ไม่คิดหรือว่าแบงก์สหรัฐ (หรือแบงก์ไหนๆ ในประเทศที่เจริญ) เขาตรวจข้อมูลเครดิตของผู้กู้ก่อนปล่อยกู้ อย่าลืมว่าระบบข้อมูลเครดิตของสหรัฐทันสมัยกว่าบ้านเราหลายขุม แบงก์เขาตรวจครับ แต่ตรวจแล้วไม่เจออะไร เพราะลูกหนี้เหล่านี้ไม่เคยกู้หรือกู้อยู่ในวงเงินที่ตนเองมีความสามารถที่จะชำระ จึงไม่มีปัญหาผ่อนชำระ ปัญหามันอยู่ที่ว่า พอมีระบบเครดิตบูโร แบงก์เลยหละหลวม แทนที่แบงก์จะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ แค่ตรวจว่าข้อมูลเครดิตดี ก็หลับตาปล่อยสินเชื่อแล้ว
ประการที่สอง ประวัติการชำระเงินไม่ได้บอกว่า
“ผู้ขอ” เป็นลูกหนี้ที่ดีหรือไม่ดี อยากจะย้ำว่าข้อมูลของเครดิตบูโรไม่ได้ระบุว่าลูกหนี้อยู่ในบัญชีดำหรือบัญชีขาว แต่จะให้ประวัติสินเชื่อของลูกหนี้ย้อนหลัง 10 เดือน ดังนั้นธนาคารจะต้องพิจารณาเองจากข้อมูลของเครดิตบูโรยกตัวอย่างเช่น หากลูกหนี้เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศทำให้ขาดการชำระเงินเกิน 30 วันก็จะปรากฏในข้อมูลว่าชำระเงินล่าช้า ถึงแม้กลับมาแล้วจะชำระเต็มจำนวนทันทีก็เหอะ ข้อมูลนี้ก็ยังอยู่ ดังนั้นลูกหนี้ที่โชคร้ายดังกล่าว ที่ไม่ว่าจะเงินเดือนกี่แสนบาทหรือมีเงินฝากธนาคารกี่ล้านบาท ก็อย่าริอ่านไปขอบัตรเครดิตหรือผ่อนจ่ายอะไร 0% ในช่วงเวลา 10 เดือนนี้เป็นอันขาด เพราะจะอับอายขายหน้าจากการโดนปฏิเสธ
ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ธุรกิจของเขาปีหนึ่งมียอดขายหลายพันล้านบาทและทรัพย์สินส่วนตัวก็มีไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านบาท โดนธนาคารปฏิเสธการออกบัตรเครดิตเฉยเลย
เหตุผลของธนาคารคือ จากการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร พบว่าเพื่อนผมคนนี้มีบัตรเครดิตหลายใบ แต่ละใบมีวงเงินสูงและมีการใช้วงเงินเป็นจำนวนมากแล้ว
อะพิโธ่ อะพิถัง ก็เขามีธุรกิจหลายพันล้านบาท เขาก็มีบัตรเครดิตหลายใบ แต่ละใบก็ได้วงเงินสูงๆ และเมื่อเขามีรายได้ระดับนั้น รายจ่ายของเขาก็เยอะ ย่อมจะรูดบัตรเครดิตมากเป็นปกติ แต่ธนาคาร (ที่ไม่ฉลาด) แห่งนั้นไม่พิจารณาต่อหรือว่าเขาไม่เคยค้างชำระบัตรเครดิตเลย รูดกี่แสนบาทก็จ่ายเต็มวงเงิน และธนาคาร (ที่ยิ่งไม่ฉลาดเพราะอาจจะได้ธุรกิจอื่นจากเขา) ไม่พิจารณาหรือว่า เขาเป็นกรรมการผู้จัดการ (และเป็นเจ้าของ) ธุรกิจอะไร ไม่ตรวจต่อไปหรือว่าธุรกิจของเขามีขนาดเท่าใดและมั่นคงแค่ไหน
ที่เจ็บแสบยิ่งกว่าคือ เลขาฯ ของเพื่อนผมสมัครบัตรเครดิตจากธนาคารเดียวกันพร้อมเจ้านาย ปรากฏว่าเลขาฯ ได้การอนุมัติบัตรเครดิตแต่เขาโดนปฏิเสธ
ผมเองก็ติด
“แบล็กลิสต์” ซึ่งไม่ได้เกิดจากประวัติการชำระเงินใดๆ ทั้งสิ้น ผมชำระเงินบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกครั้ง อีกทั้งผ่อนชำระเงินสินเชื่อบ้านอย่างสม่ำเสมอ แถมยังชำระเกินค่างวดขั้นต่ำที่กำหนดเสียอีก ด้วยอยากจะหมดหนี้เร็วๆ แต่เผอิญหลักประกันของสินเชื่อคอนโดหลังหนึ่งเป็นหลักประกันร่วม และเจ้าของหลักประกันร่วมถูกฟ้องล้มละลาย ดังนั้นศาลจึงสั่งให้ยึดหลักประกันและขายทอดตลาด เมื่อขายเสร็จ ซึ่งก็ขายไปแล้วที่ 2.5 ล้านบาท ผมก็จะได้รับครึ่งหนึ่งของเงินก้อนนั้น แต่ในข้อมูลเครดิตของผมระบุว่าหนี้ก้อนนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการทางกฎหมาย คราวนี้ผมก็เสร็จละซิในมุมมองของผม ผมผ่อนชำระหนี้เป็นปกติ ที่สำคัญคือได้ผ่อนจากยอดหนี้เต็มราว 3.5 ล้านบาท จนเหลือไม่กี่แสนบาท ผมจึงคิดว่าผมเป็นลูกหนี้ที่ดีเสมอมา แต่มาพบว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้อ่านพบโฆษณาจากธนาคารแห่งหนึ่ง (ในโพสต์ทูเดย์นี่แหละ) ว่าสามารถรูดบัตรเครดิตของธนาคารชำระค่ากองทุน RMF และ LTF ได้ ซึ่งตอนนั้นผมกำลังจะซื้อกองทุนทั้งสองจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อใช้ประโยชน์ทางภาษีอยู่พอดี ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นการดีที่จะสมัครบัตรเครดิตของธนาคารนั้น เพราะได้ประโยชน์ทั้งจากการซื้อกองทุน (ก็ต้องซื้อของธนาคารเขาแน่นอน) และได้คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต ผมจึงสมัครทันที
ไม่ต้องเดาก็บอกได้ว่า ธนาคารปฏิเสธบัตรเครดิต หลังจากโทร.ไปถามที่ธนาคาร คำตอบก็คือผมมีประวัติในข้อมูลเครดิต ผมก็อธิบาย (1) ต้นเหตุของข้อมูล (2) ให้สังเกตว่าหนี้ดังกล่าวถูกชำระเป็นปกติจนเหลือวงเงินกู้นิดเดียว (3) ประวัติการชำระเงินพร้อมวงเงินบัตรเครดิตอื่นที่แต่ละบัตรมีวงเงินเกินครึ่งล้านบาทและชำระเต็มจำนวนทุกครั้ง และ (4) ตำแหน่งหน้าที่การงานและรายได้ประจำของผม ซึ่งจากการที่ผมซื้อกองทุน RMF และ LTF ได้เต็ม 1 ล้านบาท คงจะพอบอกได้ว่ารายได้ผมไม่น้อย
นอกจากนี้ผมยังบอกวัตถุประสงค์ของการสมัครบัตรเครดิต (ขณะที่โทร.ไปสอบถามนั้นข้ามปีไปแล้ว ซึ่งผมก็ได้ใช้เงินสดซื้อกองทุนทั้งสองจำนวน 1 ล้านบาทจาก บลจ.อื่นไปแล้ว) และพร้อมจะแฟกซ์สำเนาการซื้อกองทุนให้ดูด้วย เจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งสุภาพมาก ก็ตอบว่า ค่ะ ค่ะ ค่ะ ขอโทษด้วยค่ะ เข้าใจค่ะ
โอ๊ย เรื่องยังไม่จบแค่นี้ พอดีช่วงนี้ธนาคารแข่งกันปล่อยกู้สินเชื่อบ้าน ผมเลยคิดที่จะรีไฟแนนซ์คอนโดที่ผมอาศัยอยู่ ด้วยรู้ว่าผมมีปัญหาเรื่องข้อมูลเครดิต จึงโทร.ไปที่ธนาคารที่เป็นเจ้าของเงินกู้ที่หลักประกันโดนขายทอดตลาด เพราะผมได้ผ่อนชำระกับเขามาสิบปีแล้วด้วยประวัติที่ไม่เคยด่างพร้อย ผมคิดเอาเองว่าธนาคารเขารู้สาเหตุของข้อมูลดี จึงไม่น่าต้องอธิบายอะไรกันมาก
ผลนะหรือครับ ธนาคารบอกว่าให้ไปธนาคารอื่นดีกว่าเพราะผมมีประวัติ ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนเด็กขายทิชชูตามร้านอาหารที่ยืนรอเมตตา แต่ถูกบอกว่า
“ไปข้างหน้าก่อนน้อง”ในภาพใหญ่ ผมว่าธนาคารพาณิชย์ที่ต่างคุยโอ้อวดว่าเข้าใจลูกค้าอย่างโน้น ทันสมัยอย่างนี้ ควรจะใช้สมองในการทำงานให้มากขึ้น อย่าตกเป็นทาสของตัวเลขข้อมูล อุตส่าห์เรียนจบมาสูงๆ รับเงินเดือนดีๆ ต้องวิเคราะห์ข้อมูลนั้นให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อธนาคารเองและลูกค้าเอง ไม่ใช่ว่าเพราะเห็นประวัติปกติแล้วก็หลับหูหลับตาปล่อยสินเชื่อโดยไม่ได้ดูความสามารถในการชำระเงิน (ผมเจอกรณีจริงมาแล้ว ธนาคารแห่งหนึ่งปล่อยกู้ด้วยวงเงิน 37 ล้านบาท ด้วยเหตุผลว่าข้อมูลในเครดิตบูโรเป็นปกติ พอได้เงินแล้ว ลูกหนี้ผ่อนชำระแค่สองงวดแล้วหายตัวไปอยู่ต่างประเทศเฉย) และพอเห็นว่าประวัติไม่ปกติแล้ว ก็หลับหูหลับตาปฏิเสธทันที โดยไม่วิเคราะห์ต่อไปถึงสาเหตุของการไม่ปกติ โดยเฉพาะรายได้ของเขาเทียบกับสินเชื่อ ถ้าข้อมูลไหนไม่กระจ่าง ก็ควรโทร.มาหาลูกค้าเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้
ในภาพเล็ก ทั้งผมและเพื่อนพันล้านของผมโต้กลับด้วยการไม่ใช้บริการทางการเงินของธนาคารนั้นๆ เพราะเมื่อเขา
“ดูถูก” เรา เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปญาติดีกับเขาอย่างเช่นธนาคารที่บอกให้ผมไปข้างหน้าก่อน ผมก็เอาเงินสดไปปิดบัญชีสินเชื่อเรียบร้อยแล้ว ในเดือนหน้า ผมจะย้ายไปเป็นกรรมการผู้จัดการของอีกบริษัทประกันชีวิตหนึ่ง ซึ่งที่นั่นจ่ายเงินเดือนผ่านธนาคารที่ปฏิเสธบัตรเครดิตผม ผมได้บอกฝ่ายบุคคลไปแล้วว่าผมขอรับเงินเดือนเป็นเช็ค ด้วยผมไม่ยินดีที่จะเปิดบัญชีกับธนาคารดังกล่าว
แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างผมนั้นตัวเล็ก ไม่ใช้บริการของเขา เขาก็ไม่เดือดร้อน สามารถไปโฆษณาทางโทรทัศน์หลอกให้คนอื่นมาใช้บริการได้อีกเยอะ แต่ผมบริหารธุรกิจขนาดใหญ่ (ปีที่แล้วธนชาตประกันชีวิตมียอดเบี้ยรับ 11,500 ล้านบาท) ผมก็ให้ธุรกิจที่ผมบริหารอยู่หลีกเลี่ยงการใช้บริการจากธนาคารเหล่านั้น
คราวนี้ธนาคารก็จะเสียโอกาสไปพอสมควร จะได้รู้เสียทีว่าแท้จริงแล้วผู้บริโภคเป็นใหญ่ ไม่ต้องมายืนรอขอความเมตตาจากธนาคารเสมอไป
อ่านจบแล้วท่านผู้อ่านมีข้อสรุปเหมือนผมไหม จากประสบการณ์ครั้งนี้ผมได้ข้อสรุปว่า
“บทธนาคารจะโง่ มันก็โง่เหลือเกิน”






