
เพื่อไทยรุกคืบ ล้วงลูกกองทัพ
ช่องว่างระหว่าง “กองทัพ” กับ “การเมือง” ถูกถ่างออกด้วย พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ผลผลิตจากรัฐบาล คมช.
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ช่องว่างระหว่าง “กองทัพ” กับ “การเมือง” ถูกถ่างออกด้วย พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ผลผลิตจากรัฐบาล คมช. สมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
บทเรียนจากยุคก่อน “รัฐประหาร 2549” ทำให้กองทัพคิดหาทาง “ปลดแอก” จากการถูก “ล้วงลูก” ของฝ่ายการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งมีแนวโน้มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
ใบสั่งการเมืองที่เข้ามาจุ้นวุ่นวาย ทำให้ “กองทัพ” อ่อนแอ ขาดเอกภาพ ทำให้กองทัพขาดความเป็นทหารมืออาชีพ ต้องวิ่งเต้นอิงแอบกับการเมืองเรื่อยมา สุดท้าย พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม จึงออกแบบกลไกป้องกันฝ่ายการเมืองแทรกแซง
เนื้อหาสำคัญอยู่ที่มาตรา 25 การพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของสำนักงานปลัดกระทรวงและส่วนราชการในกองทัพไทย ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการที่ส่วนราชการนั้นแต่งตั้งขึ้น แล้วเสนอคณะกรรมการตามวรรค 3 พิจารณา
พิจารณาคณะกรรมการตามวรรค 3 ประกอบไปด้วย 1.รมว.กลาโหม เป็นประธาน 2.รมช.กลาโหม 3.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) 4.ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) 5.ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) 6.ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นกรรมการ และ 7.ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ
นั่นหมายความว่า อำนาจสุดท้ายชี้ขาดทุกตำแหน่ง หรือทุกความขัดแย้งจะจบที่กรรมการทั้ง 7 คน หรือเวลานี้คือ 6 คน เพราะไม่มีตำแหน่ง รมช.กลาโหม
การตีกรอบไว้เช่นนี้ เพราะมั่นใจในความ “เหนียวแน่น” ของกองทัพที่คิดว่าสายสัมพันธ์ระหว่างรุ่น ระหว่างเหล่าจะผนึกกันเหนียวแน่น คำนวณคะแนนเสียงแล้ว ผบ.เหล่าทัพ รวม ผบ.สส. 4 เสียง โหวตอย่างไรก็มากกว่าเสียงจากฝ่ายการเมือง ทั้ง รมว.กลาโหม รมช.กลาโหม หรือแม้จะผนึกกำลังกับปลัดกระทรวงกลาโหมได้ก็ยังไม่สามารถชนะเสียงข้างมาก
ข่าวคราวการแทรกแซงจากการเมืองจึงเริ่มจางหายไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
อีกด้านหนึ่งความเข้มแข็งของกองทัพ ที่การเมืองไม่อาจเข้าไปแตะต้องได้เลย ทำให้ “รัฐบาล” ไม่อาจนิ่งนอนใจกับ “หอกข้างแคร่” เมื่อบทเรียนรัฐประหาร 2549 ที่ว่ากันว่าเป็นเครือข่ายที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงโผเยอะที่สุดยุคหนึ่ง ยังคอยตามหลอกหลอนถึงทุกวันนี้
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่กลุ่มเสื้อแดงและ สส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อเข้าไปสลายขั้วอำนาจเดิมที่เคยล้มรัฐบาลเพื่อไทย และยังวางเครือข่ายในกองทัพไว้จนถึงทุกวันนี้
“ประชา ประสพดี” สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พยายามออกมาชูธงเสนอแก้ไข แต่ถูกแรงต้านจากฝั่งกองทัพและฝ่ายค้าน จนต้องพักเรื่องนี้เอาไว้
แต่ใช่ว่าความพยายามจะเข้ามาแทรกแซงกองทัพจากฝั่งการเมืองจะหมดไป
ยืนยันด้วยกรณีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ ที่กลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่าง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ที่เซ็นคำสั่งย้าย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ไปนั่งตบยุงที่สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เพราะอย่าลืมว่าการที่ถึงขั้นต้อง “แตกหัก” เพื่อดันคนของตัวเองขึ้นมานั่งปลัดกระทรวงกลาโหมนั้น เพราะตำแหน่งนี้ถือเป็นหนึ่งในฐานเสียงที่จะรุกคืบเข้าไปวางเครือข่ายในกองทัพ และเห็นผลได้เร็วกว่าไปเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งกินเวลา แถมไม่รู้จะฝ่าแรงต้านไปได้ไกลแค่ไหน
การย้อนศร พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เข้าไปแทรกซึมผ่านกลไก จึงน่าจะเป็นวิธีรุกคืบของฝ่ายการเมืองได้อย่างแนบเนียนมากกว่า
ไล่เช็กขุมกำลังเวลานี้ จาก 6 เสียง ฝั่งรัฐบาลชัดเจน 1 เสียง คือ พล.อ.อ.สุกำพล และหากสามารถผลักดัน พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผช.ผบ.ทบ. มานั่งปลัดกระทรวงกลาโหมได้สำเร็จ ก็จะทำให้เสียงฝั่ง พล.อ.อ.สุกำพล เพิ่มเป็น 2 เสียง
เพราะลึกๆ แล้ว “บิ๊กเล็ก พล.อ.ทนงศักดิ์” ตท.11 จัดเป็นอีก “บิ๊กแตงโม” ที่มีสัมพันธ์อันดีกับ “เพื่อไทย” สายภาคเหนือ การวางตัวมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมย่อมเพิ่มมือไม้ในกองทัพให้กับฝั่งรัฐบาล
ดังนั้น ตำแหน่งที่ต้องจับตาเวลานี้ คือ ผบ.ทอ. ที่จะเข้ามาแทน พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ.ปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้
เวลานี้ค่อนข้างชัดเจนว่าน่าจะเป็น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผช.ผบ.ทอ. ที่ได้รับไฟเขียวจาก “คนต่างแดน” พร้อมพาเข้าพบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อดูตัวพร้อมกับ พล.อ.ทนงศักดิ์ เรียบร้อยแล้ว
แม้จะเป็นสายกองทัพอากาศเช่นเดียวกับ พล.อ.อ.สุกำพล แต่ พล.อ.อ.ประจิน ยังไม่อาจลบภาพความเป็นทายาทคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อจัดเป็นน้องรัก พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ. ที่เวลานี้รับตำแหน่งเป็นองคมนตรี
แต่ด้วยความโดดเด่นที่ พล.อ.อ.ประจิน เติบโตมาจากนักบินรบเอฟ 16 เป็นผู้บังคับฝูงบิน 103 เป็นผู้บังคับการกองบิน 1 นครราชสีมา และเป็น ผช.ทูตทหารอากาศหลายประเทศ มาจนรองเจ้ากรมยุทธการ ทอ. เสธ.ทอ. และ ผช.ผบ.ทอ. แถมได้แรงหนุนจาก ผบ.เหล่าทัพ ทำให้ พล.อ.อ.สุกำพล ไม่อาจดันคนของตัวเองมาเสียบได้
ปฏิบัติการแซะกองทัพของรัฐบาลจึงยังเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อขุมกำลังทั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ยังเข้มแข็งผนึกกำลังเหนียวแน่น
ทว่า หากวันใดที่รัฐบาลสามารถแซะตำแหน่ง 1 ใน 4 ผบ.เหล่าทัพได้สำเร็จ ก็จะเปิดช่องให้เสียงจากฝั่งการเมืองขยับเป็น 3 เสียง เท่ากับเสียงจากฝั่งกองทัพ หรือหากรัฐบาลปรับ ครม.เพิ่มตำแหน่ง รมช.กลาโหม อีกหนึ่งตำแหน่ง ก็จะทำให้ขุมกำลังพิจารณาชี้ขาดของฝั่งกองทัพเปลี่ยนแปลงไป
ช่องว่างระหว่าง “การเมือง” กับ “กองทัพ” อาจจะกลับมาแคบลง และกลับไปสู่วังวนแบบเดิมๆ อีกก็เป็นได้







