posttoday
ยุโรป:กีดกันการนำเข้าสินค้าเกษตร

ยุโรป:กีดกันการนำเข้าสินค้าเกษตร

29 สิงหาคม 2555

ขึ้นหัวข้อนี้ไว้ตั้งแต่ฉบับที่แล้ว แต่ก็ยังไปไม่ถึงกฎเกณฑ์เรื่องสินค้าเกษตรสักที อาจเป็นเพราะเรื่องของ WTO (World Trade Organization)

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิฐ์

ขึ้นหัวข้อนี้ไว้ตั้งแต่ฉบับที่แล้ว แต่ก็ยังไปไม่ถึงกฎเกณฑ์เรื่องสินค้าเกษตรสักที อาจเป็นเพราะเรื่องของ WTO (World Trade Organization) หรือองค์การการค้าโลก มีอะไรที่ค่อนข้างจะซับซ้อนทั้งกฎระเบียบก็เยอะแยะมากมาย แค่กฎระเบียบรวมกันเป็นเล่มตั้งแต่กฎระเบียบของ GATT (General Agreement on Tariffs and Trade) มา GATS (General Agreement on Trade in Services) หรือความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ และรวมความตกลงอีก 10 กว่าเรื่องเข้าไป หนังสือก็หนาประมาณนิ้วครึ่งแล้ว ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องปูพื้นให้เข้าใจเท่าๆ กันก่อน แต่นี่ก็เจาะเฉพาะความตกลงที่เกี่ยวข้องจริงๆ ไม่ได้ย้อนกลับไปเขียนหลักการหรือระเบียบทั่วๆ ไปของ WTO อีก เพราะเห็นมีเขียนกันมาบ้างแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังเล่าประวัติศาสตร์กันไม่จบ ซึ่งที่จริงประวัติศาสตร์ก็มีประโยชน์ที่ทำให้เข้าใจว่า ทำไมจึงต้องผลักดันให้มีความตกลง และทำไมความตกลงถึงออกมาในลักษณะนั้น

ท่านผู้อ่านคงพอจะได้เห็นภาพในสมัยนั้นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับสินค้าเกษตร ก็ขอสรุปให้อีกทีว่า มีปัญหาการอุดหนุนอย่างมากมายมหาศาลของสหภาพยุโรปทั้งอุดหนุนภายในและอุดหนุนส่งออก และการใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับสินค้านำเข้าที่เป็นสินค้าเกษตร เพราะแน่นอนว่าเมื่ออุดหนุนภายในมาก เช่น การรับจำนำ เกษตรกรก็แข่งกันผลิตเพื่อนำมาจำนำ ยิ่งรับจำนำสูงกว่าราคาตลาด เกษตกรก็ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการไถ่ถอน สำหรับเกษตรกรแล้วจะจำนำหรือขายก็เหมือนกัน ตรงไหนได้ราคาดี เขาก็ปล่อยไปทางนั้น ทำให้มีสินค้ากองอยู่ในโกดังมากมาย เอ! เขียนๆ ไปแล้วมันคุ้นๆ ยังไงไม่ทราบ รู้สึกจะเหมือนตอนนี้เลย แต่ของสหภาพยุโรปยังมีตอนต่อไป (ของเราจะมีหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ) คือ เมื่อสินค้าเกษตรกองมากขึ้นๆ สินค้ามันจะเน่าเสีย เขาก็เลยต้องส่งออกมาในตลาดโลก แต่ราคาตลาดโลกมันต่ำกว่าราคาที่รับจำนำมา จะไปขายในราคาที่รับจำนำมาก็ไม่มีใครเขาซื้อก็เลยต้องอุดหนุนส่งออกเข้าไปอีก เพื่อให้ไปแข่งในตลาดโลกได้ ส่งออกไปทีจำนวนมากๆ ราคาตลาดโลกก็เลยตกไปอีก แถมไอ้ของถูกในตลาดโลกก็จะวิ่งเข้ามาในบ้านอีก (พูดถึงสหภาพยุโรปนะ ยังไม่ได้พูดถึงประเทศไทย เพราะยังไม่ทราบว่าประเทศไทยจะมีตอนสองหรือไม่) เพราะราคาในประเทศมันแพง เนื่องจากไปตั้งราคารับจำนำไว้สูง สหภาพยุโรปก็เลยต้องตั้งมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าเกษตรขึ้น ทั้งขึ้นภาษี ทั้งจำกัดโควตาการนำเข้า เนื่องจากเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ยังไม่มีกฎระเบียบของ GATT ในสมัยนั้นห้ามไว้ แต่ตอนนี้สมัยนี้เป็นคนละเรื่องกัน

เมื่อวานฟังท่านเจ้าสัวธนินท์พูดถึงการจำนำข้าวว่าเป็นเรื่องดี เพราะชาวนาได้ประโยชน์ แต่จะต้องช่วยผู้เสียประโยชน์ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นผู้ส่งออก เล่นเอาผู้เขียนหนาวๆ ร้อนๆ ว่าท่านเจ้าสัวจะเสนอให้อุดหนุนส่งออกหรืออย่างไร ดีที่ไม่ได้ลงลึกไปขนาดนั้น เลยยังเป็นปริศนาอยู่ว่าจะเสนอให้รัฐบาลทำอะไร

ที่จริงการที่ GATT ในสมัยนั้น ไม่มีกฎระเบียบด้านสินค้าเกษตร ทำให้ไม่ใช่แต่สหภาพยุโรปที่ให้การอุดหนุน สหรัฐเองก็ให้การอุดหนุนด้วย แต่ไม่มากมายเท่าสหภาพยุโรป โดยเฉพาะการอุดหนุนการส่งออก เพราะสหรัฐเองยังมีตลาดภายในประเทศที่กว้างใหญ่ ผลกระทบต่อตลาดโลกจึงมาจากสหภาพยุโรปเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น ในช่วงตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดการเจรจารอบอุรุกวัยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2529 ประเทศขนาดกลางๆ ที่ส่งออกสินค้าเกษตร 14 ประเทศ จึงมารวมตัวกันผลักดันให้การเจรจารอบอุรุกวัยรวมเรื่องสินค้าเกษตรไว้ด้วย

14 ประเทศเหล่านั้นมี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี อุรุกวัย โคลอมเบีย และฟิจิ และเรียกตัวเองว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอย่างเป็นธรรม (เนื่องจากไม่มีการอุดหนุนการส่งออก) หรือใช้ชื่อสั้นๆ ว่า กลุ่มเครนส์ ที่จริงน่าจะชื่อกลุ่มพัทยา เนื่องจากมีการประชุมครั้งแรกที่พัทยา แต่เผอิญเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและไปประชุมระดับรัฐมนตรีที่เมืองเครนส์ ประเทศออสเตรเลีย ในช่วงนั้นกลุ่มเครนส์ถือได้ว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ มีอำนาจการต่อรองแทบจะเป็นกลุ่มพลังที่ 3 รองจากสหรัฐและสหภาพยุโรปในขณะนั้น ด้วยเหตุผลที่จะไม่กล่าวในที่นี้ เดี๋ยวจะไปไกลจนกลับมาเข้าเรื่องไม่ได้ แต่ก็เป็นเฉพาะในเรื่องการเจรจาสินค้าเกษตรเท่านั้น และในที่สุดได้ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้รวมสินค้าเกษตรไว้ในการเจรจารอบอุรุกวัยด้วย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ GATT มีกฎระเบียบครอบคลุมมาถึงสินค้าเกษตรด้วย นอกเหนือจากสินค้าอุตสาหกรรม

กลุ่มพลังต่อรองในรอบอุรุกวัยนี้เป็นตัวอย่างให้ต่อมาในการเจรจารอบโดฮา ที่เปิดการเจรจาที่เมืองโดฮา มีการรวมกลุ่มระหว่างประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องเกษตรขึ้นอีก ที่สำคัญก็คือ กลุ่ม 20 หรือ G20 และผู้เขียนเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจายืดเยื้อไม่ประสบความสำเร็จ ที่จริงแล้วก็มีสารพัดกลุ่มเกิดขึ้นในการเจรจาเรื่องต่างๆ ในรอบนี้จนวุ่นวายไปหมด

ในฉบับหน้าก็คงจะเข้าสู่กฎระเบียบทางด้านเกษตรกันได้ต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก