posttoday
12ก.ย.ชี้ชะตาแผนกู้หนี้ยูโรโซนในกำมือ'เยอรมนี'

12ก.ย.ชี้ชะตาแผนกู้หนี้ยูโรโซนในกำมือ'เยอรมนี'

22 สิงหาคม 2555

แม้ว่าในสัปดาห์นี้ทุกฝ่ายจะจับตารอลุ้นความเคลื่อนไหวไปที่รัฐบาลกรีซ ซึ่งกำลังพยายามออดอ้อนให้บรรดาผู้นำกลุ่มยูโรโซน

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ว่าในสัปดาห์นี้ทุกฝ่ายจะจับตารอลุ้นความเคลื่อนไหวไปที่รัฐบาลกรีซ ซึ่งกำลังพยายามออดอ้อนให้บรรดาผู้นำกลุ่มยูโรโซนยอมรับข้อเสนอการผ่อนปรนเงื่อนไขในการบรรลุข้อตกลงตามแผนรัดเข็มขัดที่ทำไว้เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อช่วงต้นปี จากเดิมภายใน 2 ปี ออกไปเป็น 4 ปีแทน

ทว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจละทิ้งสายตาไปได้เลยสำหรับความเคลื่อนไหว ซึ่งมีความหมายต่อความอยู่รอดของวิกฤตหนี้ยูโรโซน นั่นคือ การรอลุ้น “ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนี ในวันที่ 12 ก.ย.นี้” ว่าจะชี้ขาดออกมาเช่นไร จากกรณีที่นักการเมืองและนักวิชาการในประเทศบางส่วนฟ้องร้องต่อศาลให้ชะลอการให้สัตยาบันต่อการที่รัฐสภาอนุมัติให้นำเงินของประเทศเข้าไปสมทบกองทุนรักษาเสถียรภาพถาวรยุโรป (อีเอสเอ็ม) เมื่อปลายเดือน มิ.ย. และให้สั่งชะลอการลงนามในข้อตกลงสร้างวินัยการคลัง โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และจะทำให้ผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศต้องเสียหาย

สาเหตุที่ทำให้ผลการตัดสินมีความสำคัญต่อความเป็นความตายและการนำไปสู่การสิ้นสุดของกลุ่มยูโรโซน เพราะว่าข้อตกลงทั้งสองฉบับเป็นกลไกที่สำคัญในการรับมือกับวิกฤต และมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของกลุ่มยูโรโซนอย่างยิ่ง ดังนั้นหากผลการตัดสินของศาลชี้ขาดออกมาว่า ข้อตกลงทั้งสองฉบับเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและไม่อาจมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย เยอรมนีซึ่งรับบทเป็นผู้เล่นคนสำคัญของยูโรโซนในการลุยแก้ไขปัญหาหนี้ตลอดมาต้องถูกลดความน่าเชื่อถือลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากข้อตกลงต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นฝ่ายเยอรมนีทั้งหมดสิ้นที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทาง สุดท้ายกลับกลายเป็นฝ่ายเยอรมนีที่ลงมือทำจริงไม่ได้

หรือกล่าวให้ชัดกว่านั้น คือ ดีแต่ไปกดดันให้ชาติอื่นให้ยอมตกลงทำตามและยอมให้คำมั่น แต่สุดท้ายกลายเป็นผู้ที่ทำไม่ได้เสียเอง!

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกอะไรถ้าหากว่านี่จะทำให้ความน่าเชื่อถือและน้ำหนักเสียงของเยอรมนีในกลุ่มยูโรโซนต้องลดลงไม่เข้มแข็งเหมือนเดิม แม้ว่าเยอรมนีจะยังมีอำนาจทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอยู่ก็ตาม

12ก.ย.ชี้ชะตาแผนกู้หนี้ยูโรโซนในกำมือ'เยอรมนี'

 

นอกจากนี้ หากผลการตัดสินของศาลที่ออกมาชี้ว่า ข้อตกลง 2 ฉบับขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นการไปฉุดรั้งประเทศอื่นๆ ในกลุ่มยูโรโซนที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้วให้ยิ่งย่ำแย่หนักลงไปกว่าเดิม เนื่องจากกองทุนอีเอสเอ็มซึ่งเหล่าผู้นำยูโรโซนร่วมกันก่อตั้งขึ้นเพื่อเข้ามาทดแทนกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอส) ที่กำลังใกล้จะหมดอายุการใช้บังคับลงและตั้งเพดานเงินไว้สูงถึง 5 แสนล้านยูโร (ราว 19.5 ล้านล้านบาท) ได้กำหนดกฎว่าการจะเปิดใช้ได้ต้องได้รับการลงนามให้สัตยาบันจากประเทศสมาชิกที่ให้เงินอุดหนุนในกองทุนดังกล่าวไม่น้อยกว่า 90%

ดังนั้น การที่เยอรมนีซึ่งมีสัดส่วนของการเป็นผู้ให้การอุดหนุนเงินในกองทุนอีเอสเอ็มรายใหญ่คิดเป็นสัดส่วนถึง 27% หรือที่ประมาณ 1.90 แสนล้านยูโร (ราว 7.41 ล้านล้านบาท) ไม่สามารถจ่ายเงินอุดหนุนได้ตามแผนที่วางไว้ แผนเปิดใช้กองทุนอีเอสเอ็มก็จะกลายเป็นอัมพาตทันที ซึ่งนั่นก็จะส่งผลกระทบต่อแผนการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซนอื่นๆ ที่วางไว้แล้วก่อนหน้านี้ทั้งหมด และจะเป็นการตอกย้ำความจริงอีกครั้งว่า “กลุ่มยูโรโซนดีแต่ตกลงและหารือ แต่เมื่อถึงเวลาลงมือปฏิบัติจริงกลับทำไม่ได้”

อาทิ แผนการที่ผู้นำกลุ่มยูโรโซนตกลงกันไว้ในการประชุมสุดยอดเมื่อปลายเดือน มิ.ย. ว่าจะยอมอนุมัติให้นำเงินในกองทุนอีเอสเอ็มเข้าไปช่วยเหลือแก่ภาคธนาคารที่มีปัญหาหนี้เน่าจนเกินแบกรับไหวในยูโรโซน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสเปน ก็ต้องกลายเป็นสิ่งที่ได้เฝ้าแต่รอและรอต่อไป ไม่เกิดขึ้นจริง

ความหวาดหวั่นนี้สะท้อนออกมาได้เป็นอย่างดี ดังเห็นได้จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน ของอังกฤษ เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค. ว่า อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ถึงกับหน้าแดงก่ำไม่พอใจต่อการที่ศาลรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาอย่างที่สุด จนถึงขนาดที่ต้องการนำเรื่องนี้เข้าไปหารืออย่างลับๆ กับพรรคการเมือง คริสเตียน เดโมเครติก ยูเนียน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่แมร์เกิลสังกัดอยู่ เพื่อเสนอให้ร่างกฎหมายขยายอำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก

สอดรับกับความเคลื่อนไหวของ โวล์ฟกัง ชอยเบล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ที่ออกมากล่าวในช่วงระยะเวลาให้เคียงกันว่า อยากให้ศาลออกคำตัดสินโดยเร็ว เนื่องจากหากศาลเลื่อนการตัดสินออกไป ซึ่งในความเป็นจริงก็มีโอกาสไม่น้อยจะส่งผลเสียต่อสถานการณ์ภาคการเงินในตลาดอย่างมาก

แต่ถึงกระนั้น ความหวังที่เหล่าสมาชิกยูโรโซนและประเทศอื่นๆ ซึ่งกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวจากเยอรมนี ก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเฉพาะเรื่องผลการตัดสินที่มาจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะออกมาในวันที่ 12 ก.ย. อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจับตามองว่าเยอรมนีจะยอมเปลี่ยนท่าทีในการคัดค้านแผนการที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะเข้าไปรับซื้อพันธบัตรในประเทศที่ประสบปัญหาไม่สามารถระดมเงินทุนจากตลาดหรือไม่

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอีซีบีและธนาคารกลางเยอรมนี จะออกมาปฏิเสธข่าวลือหนาหูที่ออกมาก่อนหน้านี้ไม่นานว่า ขณะนี้กำลังเตรียมร่างแผนการเข้าซื้อพันธบัตรในประเทศที่ประสบปัญหาผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับที่ไร้เสถียรภาพ ด้วยการกำหนดเพดานระดับดอกเบี้ยผลตอบแทนว่าระดับไหนถึงจะเหมาะแก่การที่อีซีบีควรเข้าไปให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการเตรียมที่จะเสนอเข้าที่ประชุมของอีซีบีในเดือน ก.ย.นี้

แต่เรื่องดังกล่าวก็มีมูลความจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ก็เป็นผู้ออกมาส่งสัญญาณเองว่า ยินดีที่จะเข้าไปซื้อพันธบัตรในประเทศที่มีปัญหา โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนบางอย่างเท่านั้น นอกจากนี้รายงานข่าวจากทุกสำนักก็ตอกย้ำชัดว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริง

ดังนั้น จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เหล่านักวิเคราะห์อดสงสัยไม่ได้ว่า ขณะนี้กำลังมีความขัดแย้งระหว่างธนาคารกลางเยอรมนีกับอีซีบีหรือไม่ เนื่องจากผู้ที่ออกมาคัดค้านอย่างโจ่งแจ้งและชัดเจนที่สุดก็ดูเหมือนจะมีแต่ธนาคารกลางเยอรมนี ซึ่งมองว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้เยอรมนีต้องเสียประโยชน์จากการเข้าช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหา

อีกทั้งด้วยบทบาทและอิทธิพลที่มีอยู่ในอีซีบีอย่างคับคั่งของธนาคารกลางเยอรมนีนั้น จึงเป็นผลให้อีซีบีไม่กล้าออกมาป่าวประกาศออกมาตรการดังกล่าวอย่างเปิดเผย

สอดรับกับท่าทีของกลุ่มนักการเมืองจำนวนหนึ่งในเยอรมนี ที่ออกมาคัดค้านแผนการต่างๆ ที่จะให้เยอรมนีเข้าไปช่วยเหลือไม่ว่าจะด้วยการอนุมัติแผนการให้เงินอุดหนุนแก่กองทุนอีเอสเอ็ม และการขยายบทบาทให้อีเอสเอ็มสามารถเข้าไปซื้อพันธบัตรโดยตรง รวมไปถึงการคัดค้านออกใบอนุญาตในการดำรงสถานะเป็นธนาคาร (แบงก์กิงไลเซนส์) ของอีเอสเอ็ม ซึ่งจะทำให้อีซีบีเข้าอุดหนุนเงินได้ด้วยการเข้ามาซื้อพันธบัตร

“รัฐบาลไม่สามารถให้ความเห็นชอบในการกระจายภาระหนี้มาให้กับส่วนรวมทั้งยุโรปได้ รวมถึงข้อเสนอการให้ใบอนุญาตธนาคารแก่อีเอสเอ็ม ก็จะต้องมีการนำมาหารือกันในสภาพก่อน” วอเตอร์ เวสเตอร์เวล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนื กล่าว พร้อมกับเสริมว่า การให้ใบอนุญาตธนาคารแก่อีเอสเอ็มเป็นสิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญของเยอรมนี

จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างชัดเจนว่า หากจะต้องการก้าวข้ามอุปสรรคที่จะก้าวไปสู่การออกมาตรการรับซื้อพันธบัตรในประเทศที่ประสบปัญหาหนี้หลายประเทศของอีซีบี ก็จะต้องได้รับไฟเขียวจาก “เยอรมนี” ออกมาเสียก่อน

“เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการสนับสนุนจากเยอรมนี เพราะมิเช่นนั้นแผนการดังกล่าวจะไม่มีทางได้รับความเชื่อถือจากตลาดเลย” การี โดเกน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน ของบริษัท คอร์ส กล่าว พร้อมกับย้ำว่า ถึงแม้จะเชื่อว่าอีซีบีมีแผนจะออกแผนรับซื้อพันธบัตรจริง แต่สุดท้ายเยอรมนีจะเป็นฝ่ายที่คัดค้าน

สอดรับกับความเห็นของ แซม ชันดาน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ สถาบันเศรษฐกิจแชนดาน ที่กล่าวว่า ถึงแม้ว่าท่าทีรัฐบาลเบอร์ลินจะอ่อนลงในการคัดค้านแผนการเข้าซื้อพันธบัตรของอีซีบีในช่วงระยะหลัง แต่เยอรมนีจะออกมาคัดค้านแผนการที่อีซีบีกำลังดำเนินการอยู่อย่างแน่นอน

ฉะนั้น ทุกความเคลื่อนไหวของการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซนนับจากนี้ไปจึงตกมาอยู่ที่เยอรมนี ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด และจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า แผนการแก้ไขที่ทำมาทั้งหมดจะเดินหน้าหรือถอยหลังลงคลอง

 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว