
ผุดแผนแนวคิดฝลัดเวย์ใต้บาดาล
จนถึงวันนี้ทางน้ำหลาก 2 ล้านไร่ ที่รัฐบาลตั้งใจจะหาในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ไล่ลงมาจนถึง จ.พระนครศรีอยุธยานั้น ยังไม่คืบหน้าว่าจะประกาศใช้ได้เมื่อใด แม้ กบอ.จะระบุว่าภายในสิ้นเดือน ส.ค.นี้จะได้เห็นฟลัดเวย์อย่างเป็นทางการก็ตาม
จนถึงวันนี้ทางน้ำหลาก 2 ล้านไร่ ที่รัฐบาลตั้งใจจะหาในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ไล่ลงมาจนถึง จ.พระนครศรีอยุธยานั้น ยังไม่คืบหน้าว่าจะประกาศใช้ได้เมื่อใด แม้ กบอ.จะระบุว่าภายในสิ้นเดือน ส.ค.นี้จะได้เห็นฟลัดเวย์อย่างเป็นทางการก็ตาม
นักวิชาการไทยและเนเธอร์แลนด์ จึงร่วมกันทำแผนมุมกลับ โดยเสนอให้ทำฟลัดเวย์ใต้ดินแทน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเวนคืนที่ดิน
“เรื่องฟลัดเวย์พูดกันมาตั้งแต่ปี 2535 ผังเมืองก็ระบุแต่ต้นแล้วว่า ควรจะมีฟลัดเวย์ป้องกันน้ำท่วม แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง พอปี 2538 ก็พูดกันอีก น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2543 ผมก็ไปออกแบบฟลัดเวย์ที่หาดใหญ่ ครั้งนี้ผมก็สำรวจฟลัดเวย์ทั่วประเทศ
ที่ไม่เคยมีฟลัดเวย์ป้องกันน้ำท่วมเนื่องจากพื้นที่เศรษฐกิจที่เราต้องการป้องกันนั้น ค่าที่ดินแพงมากและต้องผ่านที่ดินผู้มีอิทธิพลทั้งนั้น มันก็เลยไม่เกิด ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ผมไปคุยมาไม่มีผู้ว่าฯ คนไหนอยากให้เกิดฟลัดเวย์ในพื้นที่ของตัวเองสักคน” ธงชัย โรจนกนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและติดตามภัยแผ่นดินไหว กรมโยธาธิการและผังเมือง ระบุ
ขณะเดียวกัน การหาพื้นที่ “แก้มลิง” ตามแนวพระราชดำริ ก็เกิดขึ้นยากเช่นกัน เนื่องจากไม่มีใครยอมยกที่ดินตัวเองให้ทำแก้มลิงรองรับน้ำจำนวนมหาศาล
“ธงชัย” และคณะวิศวกรจึงหาทางเอาแก้มลิงและฟลัดเวย์ลงไปอยู่ใต้ดินในรูปของน้ำบาดาลแทน ซึ่งสหรัฐ เยอรมนี จีน และเกาหลี ก็จัดการน้ำในรูปแบบนี้เช่นกัน ในต่างประเทศมีกฎหมายมานานแล้ว เช่น น้ำประปาของเมืองจะต้องมาจากใต้ดิน ต้องรักษาดินไม่ให้นำขยะไปฝังกลบ
“แต่บ้านเราที่ระยองพยายามจะใช้น้ำใต้ดิน แต่ก็ใช้ไม่ได้ พังหมด เพราะขยะพิษลงไปปนเปื้อนในน้ำบาดาล จนขาดแคลนน้ำใช้ในงานอุตสาหกรรมอย่างหนักในช่วงหลายปีมานี้”
ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเคยผลักดันโครงการศึกษาทดลองการเติมน้ำลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินมาตั้งแต่ปี 2530–2550 แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะมีขั้นตอนซับซ้อนและไม่เห็นผลรวดเร็วนัก และก็เห็นตรงกันว่าที่ฝ่ายการเมืองไม่สนใจโครงการเหล่านี้เพราะใช้งบประมาณลงทุนน้อยเกินไป ทำให้ได้เงินทอนหรือเปอร์เซ็นต์ไม่คุ้มค่านัก
จากตัวเลขการศึกษาของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พบว่า หากเติมน้ำผ่านสระในพื้นที่สระ 8,000 ไร่ และบ่อทรายอีกประมาณ 2,500 ไร่ จะสามารถเติมน้ำบาดาลได้ถึง 569 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ขณะเดียวกันจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ราว 1.4 แสนไร่ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงและพัฒนาระบบเติมน้ำบาดาลต่อเนื่อง 20 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 4,400 ล้านบาท โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกข้าวทั้งหมด 1 หมื่นล้านบาท
จอร์จ ฟาน แดร์ เมอเลน ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการจัดการน้ำ จากสถาบันซีเคไอ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เห็นด้วยกับฟลัดเวย์ใต้ดินจึงเข้าร่วมด้วย และตั้งใจจะร่วมผลักดันด้วย ได้เตรียมใช้พื้นที่ในค่ายทหารที่ จ.ลพบุรี เพื่อเป็นสถานที่ทดลองโครงการ ซึ่งกองทัพบกก็ตอบรับอย่างดี เพราะมีพื้นที่ทหารไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกจำนวนมาก
จอร์จและคณะทำงานจากกรมโยธาฯ ได้หารือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี จ.ลพบุรี หรือสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ไว้หมดแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายก็ตอบรับจะเข้าร่วม แต่ก็มีข้อแม้ว่า ขอให้กรมโยธาฯ รับเป็นเจ้าภาพในการจัดหาพื้นที่นำร่องโครงการ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้จะเป็นจริงได้จะต้องผลักดันให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดการน้ำ นอกจากการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือฟลัดเวย์ หรือผลักดันโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว







