
เริ่มที่นักการเมือง
ผลงานวิจัยเรื่องบริษัทกึ่งรัฐกึ่งธุรกิจ กรณีศึกษาธุรกิจพลังงาน ของนายนพนันท์ วรรณเทพสกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งยกตัวอย่างรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีการฉายภาพให้เห็นชัดเจนว่า ทั้งสององค์กรมีโครงสร้างอำนาจภายในหน่วยงานด้านพลังงานที่สับสนและมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเข้าไปกุมอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปแก้ไขเพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างจริงจัง
ผลงานวิจัยเรื่องบริษัทกึ่งรัฐกึ่งธุรกิจ กรณีศึกษาธุรกิจพลังงาน ของนายนพนันท์ วรรณเทพสกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งยกตัวอย่างรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีการฉายภาพให้เห็นชัดเจนว่า ทั้งสององค์กรมีโครงสร้างอำนาจภายในหน่วยงานด้านพลังงานที่สับสนและมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเข้าไปกุมอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปแก้ไขเพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างจริงจัง
โครงสร้างพลังงานของไทยในปัจจุบันจากตัวอย่างที่ได้มีการศึกษา คือ ทั้ง ปตท. และ กฟผ. ต่างก็มีรากฐานมาจากหน่วยงานของรัฐ แต่ขณะเดียวกันระบบราชการเองก็เอื้อให้หน่วยงานเหล่านี้มีบริษัทลูกซึ่งเป็นบริษัทเอกชนจำนวนมากอยู่ในเครือ ขณะที่ทั้งสองหน่วยงานต่างอาศัยอำนาจรัฐในการวางกฎเกณฑ์ รวมทั้งอนุญาตให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้แต่เพียงผู้เดียว โดยมีการใช้อำนาจผ่านเครือข่ายข้าราชการ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายหรือนโยบายที่ต้องการ
เมื่อหันมาดูผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจในนโยบายพลังงานของชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงาน ทั้งในฐานะของปลัดกระทรวง ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และข้าราชการระดับสูงอื่นๆ ซึ่งต่างก็เป็นกรรมการบริหารอยู่ในบริษัทลูกของบริษัทกึ่งรัฐกึ่งธุรกิจ ทำให้มีอำนาจทับซ้อน คือ เป็นทั้งผู้กำหนดนโยบาย และเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนที่นำนโยบายไปใช้ด้วย เช่น การกำหนดนโยบายเรื่องท่อส่งก๊าซ การควบคุมราคาก๊าซ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายข้าราชการประจำอีกหลายส่วนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนักการเมือง เข้ามายึดครองเก้าอี้ในคณะกรรมการ ปตท. หรือ กฟผ. อยู่ตลอดเวลา อาทิ อัยการสูงสุด ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตข้าราชการที่อยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกาแต่ละชุด ซึ่งมีส่วนทั้งในการออกนโยบาย และเป็นกรรมการในบริษัทที่นำนโยบายที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดไปปฏิบัติ กินรวบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ข้อมูลทางวิชาการเหล่านี้ คือข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในสังคม และสะท้อนให้เห็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน จากการจัดวางโครงสร้างนโยบายด้านพลังงานของชาติโดยนักการเมือง ที่มีการเปิดช่องให้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน เริ่มตั้งแต่นักการเมืองเข้ามาแสวงหาอำนาจเพื่อครอบงำข้าราชการประจำ จากนั้นก็ใช้อำนาจในระบบราชการผ่านข้าราชการประจำที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนเอง ไปแสวงหาโอกาสในการกอบโกยผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากเห็บหมัดที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งสังคายนาโดยด่วน โดยเริ่มที่ตัวนักการเมืองก่อน







