
ฝ่ายค้านฉุนโต้งชิ่งอภิปรายงบฯ
สภาฯป่วน ‘ฝ่ายค้าน’ ฉุน ‘กิตติรัตน์’ ไม่ร่วมฟังอภิปราย เปิดแผลพบหัวคิวขายงบท้องถิ่น 35% ก่อนลงมติ278 ต่อ 54 เห็นชอบ งบกลาง 3.1 แสนล้านบาท
สภาฯป่วน ‘ฝ่ายค้าน’ ฉุน ‘กิตติรัตน์’ ไม่ร่วมฟังอภิปราย เปิดแผลพบหัวคิวขายงบท้องถิ่น 35% ก่อนลงมติ278 ต่อ 54 เห็นชอบ งบกลาง 3.1 แสนล้านบาท
เมื่อเวลา 23.00น.วันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 มาตรา 4 งบกลางวงเงิน 3.1 แสนล้านบาท ปรากฏว่าได้เกิดความวุ่นวายขึ้นเนื่องจากนายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายแสดงความไม่พอใจที่ไม่มีรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯเข้าร่วมฟังการประชุมโดยเฉพาะนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานกมธ.ที่ได้เดินออกจากห้องประชุมทันทีหลังจากได้ชี้แจงภาพรวมของงบประมาณการบริหารจัดการน้ำ
นายจุติ กล่าวว่า เอกสารรายละเอียดการอนุมัติงบโครงการบริหารจัดการน้ำตามวงเงินกู้3.5แสนล้านบาทได้เคยขอกับนายกิติรัตน์ ในชั้นกมธ.ซึ่งนายกิติรัตน์ให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่ายินดีจะให้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาไม่โปร่งใส จนกระทั่ง นายนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ได้ยืนยันจะนำเอกสารมาให้ต่อที่ประชุมในวันที่ 16 ส.ค.ต่อไป
นายวิทยา แก้วภราดัย สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้รับข้อมูลว่ามีการขายงบท้องถิ่นแก่เทศบาล ซึ่งนายหน้าจะได้ค่าตอบแทนจำนวน35% ของงบประมาณแต่ละโครงการในพื้นที่ภาคใต้ และผู้ที่เป็นนายหน้านั่งอยู่เต็มสภาอยู่นี้ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการ อาทิ งานขุดลอกท่อ ตนจึงอยากเตือนท้องถิ่นต่างๆที่มาซื้องานกับนายหน้านั้นระวังจะติดคุก ส่วนงบกลางในปี55 ที่นายกิตติรัตน์อ้างก่อนหน้านี้ว่าเหลือประมาณ3หมื่นล้านบาทนั้น อยากตั้งคำถามว่า3-4วันที่ผ่านมา มีการใช้ไปเท่าใดแล้ว เนื่องจากได้รับข้อมูลเช่นกันว่ามีการเร่งอนุมัติโครงการไปจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายกิตติรัตน์ กล่าวชี้แจงว่า ในส่วนงบกลาง 3.1 แสนล้านบาท ที่ มีการเสนอรายละเอียดอย่างชัดเจน อาทิ งบประมาณในส่วนของการรักษาพยาบาล การดูแลบุคลากร การเลื่อนปรับฐานเงินเดือนตามวุฒิ เป็นต้น ขณะที่ในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตนั้นเมื่อคิดเป็นสัดส่วนจากงบกลางทั้งหมดนั้น คิดเป็นเพียง 3 %ร้อยละ3 หรือประมาณ 73,700ล้านบาทเท่านั้น จึงยืนยันว่าการตั้งงบกลางมีความเหมาะสมแล้ว
“งบกลางในปี2555ที่ผ่านมาได้ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และมีการจัดสรรไปแล้วกว่า 2.9หมื่นล้านบาท คงเหลืออีก3หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเตรียมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินทั้งนี้ยืนยันว่าเงินคงคลังยังมีสูงที่จะรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และไม่มีความคิดที่จะเป็นการเลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มใด ส่วนการออกพระราชกำหนดเงินกู้ 3.5แสนล้านบาทนั้น ยืนยันว่าแม้ในการดำเนินงานบางส่วนจะล่าช้าไปบ้าง แต่ก็มีการดำเนินการเร่งด่วนในสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาน้ำท่วม ใน8กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ร่วม425โครงการ และส่วนใหญ่ก็เริ่มดำเนินไปแล้ว”
ที่สุดแล้วในเวลา 23.30น.ที่ประชุมสภาฯลงมติให้ความเห็นชอบมาตรา 4 ด้วยคะแนนเสียง 278 ต่อ 54 เสียง จากนั้นนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาฯสั่งปิดประชุมและนัดประชุมสภาฯอีกครั้งในเวลา 9.00น.โดยจะเริ่มการพิจารณาที่มาตรา 5 ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท







