
ฝ่ายค้านชำแหละจำนำข้าวขาดทุนแสนล้าน
ฝ่ายค้าน ชำแหละ จำนำข้าวขาดทุน 1 แสนล้านบาท พบ ของบโกดังเก็บข้าวพุ่งสูงเกินจริง ชี้เงิน 2.6 แสนล้านบาทไม่พอโปะ
ฝ่ายค้าน ชำแหละ จำนำข้าวขาดทุน 1 แสนล้านบาท พบ ของบโกดังเก็บข้าวพุ่งสูงเกินจริง ชี้เงิน 2.6 แสนล้านบาทไม่พอโปะ
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2556 จำนวน 2.4 ล้านล้านบาท ในวาระที่สองและสาม ทั้งนี้ นางผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายเป็นคนแรกพร้อมกับเสนอปรับลดงบประมาณจำนวน 5 % โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลชุดนี้เน้นการกู้เงินมากเกินไป ซึ่งกมธ.ได้รับรายงานจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะว่าในปีนี้ประเทศไทยมียอดหนี้ที่ต้องชำระถึง 3 ล้านล้านบาท และมีการคำนวณคร่าวๆต้องใช้เวลาถึง 32ปีถึงจะชำระหนี้ได้ทั้งหมด แต่ปรากฏว่าในปี2556 ได้ตั้งงบประมาณชำระหนี้สาธารณะเพียง 1.4 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเงินจำนวนหนี้เป็นเพียงยอดเงินสำหรับการชำระหนี้เงินกู้เท่านั้น
นางผ่องศรี กล่าวอีกว่า ส่วนโนบายการจำนำข้าวก็กำลังมีปัญหาโดยกมธ.พบว่าองค์การคลังสินค้า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และกรมส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร มีการของบประมาณเป็นค่าเช่าโกดังคลังสินค้าเป็นจำนวนมากเกินกว่าปริมาณข้าวที่ประเทศไทยจะมี เช่น ถ้าเรามีข้าว10ล้านตันที่จะเข้าร่วมโครงการจำนำก็มีการของบประมาณเกินกว่าการรองรับปริมาณข้าว 10 ล้านตัน เป็นต้น
นายกรณ์ จาติกวนิช สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า รัฐบาลได้ส่งสัญญาณในการเพิ่มตัวเลขหนี้สาธารณะอย่างชัดเจนแม้ว่าตัวเลขหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)จะอยู่ที่42% โดยยังไม่ถึงขั้นเสียวินัยการเงินการคลังก็ตาม ซึ่งปัจจัยการกู้เงินมาจากบริบทเศรษฐกิจโลกที่ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลงหลังจากแต่ละประเทศได้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้มีปริมาณเงินเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลง จึงเอื้อต่อการเป็นหนี้ อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตบริบทเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาระหนี้ต่องบประมาณก็จะเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนเกินเพดานวินัยการเงินการคลังที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ที่ 15%แน่นอน
นายกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การประมาณการณ์รายได้2.1ล้านล้านบาท ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนเรียกเก็บภาษีจากประชาชนมากขนาดนี้ ส่วนตัวคิดกรมสรรพากรจะทำได้ตามเป้าอย่างแน่นอน แต่การจัดเก็บรายได้ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนจะต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรมและนำเงินมาใช้ให้เกิดความคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อเดือนพ.ค.กรมสรรพากรก็ออกมายอมรับถึงการจัดเก็บรายได้แล้วว่าอาจต่ำกว่าเป้าที่กำหนดไว้ 3.6 หมื่นล้านบาท โดยมีปัจจัยมาจากการลดการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วม
"นโยบายการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23%จนกระทั่งมาอยู่ที่20%ทำให้รัฐสูญรายได้ไปแล้วกว่า 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งการปรับลดภาษีจะไม่ต้องทำเลยหากรัฐบาลทบทวนลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องลดการจัดเก็บภาษี แต่การปรับลดภาษีดังกล่าวเป็นช่วยเหลือนายทุนแบบไม่เงื่อนไขถึง 1.5 แสนล้านบาท เมื่อนายทุนไม่ต้องเสียภาษีประชาชนโดยรวมและผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ไม่มีอำนาจต่อรองต้องต้องมารับภาระแทน การจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำเป็นเรื่องที่ดีเป็นการสะท้อนประสิทธิภาพการบริหารราชการแต่เมื่อรัฐบาลยังเพิ่มค่าใช้จ่ายอยู่รัฐบาลก็ต้องจัดเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่มขึ้น" นายกรณ์ กล่าว
สำหรับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 จำนวน 3.5แสนล้านบาท นายกรณ์ กล่าวว่า เดิมรัฐบาลได้ประกาศต่อสาธารณะและศาลรัฐธรรมนูญว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณส่วนนี้เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ แต่จนถึงขณะนี้มีรายงานออกมาว่ามีการจัดสรรเพียง1 หมื่นล้านบาทจาก3.5 แสนล้านบาทแจแต่ใช้แค่ 1 พันล้านบาทเท่านั้นทั้งที่รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินก้อนนี้แล้วถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี
นายกรณ์ กล่าวถึงนโยบายจำนำข้าวว่า โครงการจำนำข้าวกำลังสร้างความเสียหายต่อประเทศในทุกระดับชั้นโดยเฉพาะเม็ดเงินงบประมาณที่ต้องใช้รัฐบาลต้องรับภาระขาดทุนและทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากการส่งออกข้าวถึง 1 แสนล้านบาท ถึงเวลาที่ต้องทบทวนโดยเร็ว น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ เกษตรกรไม่ได้รับรายได้อย่างที่ควรจะเป็น หลังจากมีนักวิชาการออกมาให้ข้อมูลและวิเคราะห์ว่าในทุกๆ100บาทที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณนั้นมีเม็ดเงินถึงมือเกษตรกร 30 บาทเท่านั้น
นายกรณ์ กล่าวว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเคยให้สัมภาษณ์เมื่อ18 ส.ค.2554ว่า "รัฐบาลจะทำให้ราคาข้าวไทยเพิ่มมากขึ้นและไม่มีการทุจริตในโครงการ" ปรากฏว่าผ่านมา1ปีวันที่ 10 ส.ค.2555 ท่านให้สัมภาษณ์ว่าเชื่อว่า "การทุจริตโครงการจำนำข้าวยังมีหลายจุดและที่ผ่านรัฐบาลไม่เคยบอกว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่มีการทุจริต" นอกจากนี้ มีการเสนอให้กระทรวงพาณิชย์จัดสรรงบประมาณสำหรับข้าวในฤดูกาล 2555/2556 เพิ่มขึ้น 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเม็ดเงินเท่ากับที่รัฐบาลใช้ในฤดูกาลที่ผ่านมาทั้งที่ต่างทราบดีว่าฤดูกาลเพาะปลูกข้าวที่ผ่านมามีผลผลิตต่ำเพราะเกิดปัญหาน้ำท่วม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้พยากรณ์ไว้ว่าข้าวในฤดูกาลนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4-5ล้านตัน ดังนั้น เม็ดเงินดังกล่าวไม่พอแน่นอน
“รองนายกฯเคยให้สัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่งเมื่อ 6 ต.ค.2554ว่า “ถ้ารัฐบาลทำโครงการรับจำนำข้าวแล้วทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณสำหรับการประกันรายได้เกษตรของรัฐบาลในอดีต รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องคำถามเลยว่าในฐานะรองนายกฯเศรษฐกิจจะรับผิดชอบอย่างไร” นี่คือสิ่งที่พูดเอาไว้ วันนี้รัฐบาลขาดทุนไปแล้ว1แสนล้านบาท แต่ผมขออย่าให้ท่านลาออกแต่ขอให้ทบทวนนโยบายก็พอ”นายกรณ์ กล่าว
นายกิติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงว่า อัตราภาษีที่ห่วงใยว่าเป็นการเอื้อนายทุน ความจริงแล้วอัตราภาษีที่ประเทศไทยเก็บมาถือเป็นอัตราภาษีที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ การลดภาษีให้เอกชนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แข่งขันได้ ไม่ได้มองว่าเป็นการช่วยนายทุน และเห็นว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร การเก็บภาษีแม้จะเก็บมากขึ้นแต่รัฐบาลได้ขยายฐานภาษีซึ่งที่สุดแล้วจะนำไปสู่การลดภาษีของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในอนาคต







