
การดำเนินตามนโยบายรับจำนำข้าวปี"55 (ตอนจบ)
อนุกรรมการฝ่ายมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช.
โดย...สุภีร์ รัตนนาคินทร์
อนุกรรมการฝ่ายมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช.
ตามโครงการได้กำหนดระยะเวลาการรับจำนำสำหรับข้าวเปลือกนาปีตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554-29 ก.พ. 2555 (ภาคใต้ 1 ก.พ.-31 ก.ค. 2555) มีระยะเวลาโครงการ วันที่ 7 ต.ค. 2554-30 ก.ย. 2555 ส่วนข้าวเปลือกนาปรังรับจำนำตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-15 ก.ย. 2555 (ภาคใต้ 1 ก.ค.-31 ต.ค. 2555) ระยะเวลาโครงการ เดือน มี.ค. 2555-ม.ค. 2556
มีตัวเลขที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 เห็นทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้ตั้งไว้เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 437,547,647 ล้านบาท แยกเป็นวงเงินทุนหมุนเวียนใช้ในการรับจำนำข้าวเปลือก (25 ล้านตัน) จำนวน 410,000,000 ล้านล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 25,547,647 ล้านบาท สำหรับจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าเก็บรักษาข้าวสาร การประชาสัมพันธ์ การวางระบบติดตามตรวจสอบ การขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นต้น
ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 บอกไว้แต่เพียงว่า ให้นำเงินที่เหลือจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/2555 มาใช้ไปพลางก่อน เพราะมีเงินเหลือเพียงพอ
จำนวนเงินที่ว่ายังเหลือเพียงพอ ก็คงดูได้โดยไม่ยาก เพราะจากผลการดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 ได้ตั้งเป้าหมายการรับจำนำ 25 ล้านตัน วงเงิน 410,000,000 ล้านล้านบาท กำหนดการรับจำนำตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554-29 ก.พ. 2555 แต่ถึงเวลาเอาเข้าจริง คือ จนถึงวันที่ 9 เม.ย. 2555 แล้วยังปรากฏว่ามีเกษตรกรจำนวน 1,237,400 ราย ได้นำข้าวทุกชนิดมาจำนำเพียง 6,799,284 ตัน
แยกเป็นข้าวภาคเหนือ 2,281,309 ตัน ภาคกลาง 1,344,665 ตัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3,150,529 ตัน (เป็นข้าวหอมมะลิ 2,774,757 ตัน) และภาคใต้ 22,780 ตัน
ขณะที่การดำเนินตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.22 พ.ค. 2555 มีเกษตรกรนำข้าวมาจำนำ จำนวน 700,488 ราย รวมข้าวทุกชนิด 7,227,530 ตัน แยกเป็นข้าวภาคเหนือ 3,309,194 ตัน ภาคกลาง 3,357,515 ตัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 560,821 ตัน
เรื่องของตัวเลขจำนวนข้าวหรือจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เห็นจะต้องให้หน่วยงานที่เขารับผิดชอบนำไปขบคิดกันต่อ
แต่สิ่งที่ไม่ต้องคิดในตอนนี้ คือ เกษตรกรที่เอาข้าวมาจำนำไว้แล้วจะปล่อยให้ข้าวหลุดจำนำหรือไม่ เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วถึงเรื่องการกำหนดราคารับจำนำข้าวที่สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมาและโดยปกติจะสูงกว่าราคาซื้อขายกันในตลาด ส่วนจะสูงกว่าแค่ไหนก็พอเห็นได้ เช่น การรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 กำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิ ณ ความชื้นไม่เกิน 15% ตันละ 2 หมื่นบาท ในขณะที่ราคาซื้อขายข้าวชนิดและความชื้นเดียวกันนี้ในตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกษตรกรนำข้าวเปลือกหอมมะลิมาจำนำมากกว่า 2 ล้านตันนั้น ราคาซื้อขายเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2555 และก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ในช่วงใกล้ถึงวันครบกำหนดไถ่ถอนสำหรับเกษตรกรที่นำข้าวมาจำนำในเดือน ก.พ. 2555 อยู่ที่ราคาตันละ 14,10016,950 บาท
ข้าวที่เกษตรกรนำมาจำนำทั้งหมดจะถูกสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร และเก็บรักษาไว้ในโกดังกลาง ส่งผลให้รัฐเริ่มมีภาระต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวสาร ส่วนจะจ่ายมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับค่าเก็บรักษา ปริมาณ และระยะเวลาในการจัดเก็บ
มาถึงตอนนี้ก็มีคำถามว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมให้มีแผนการระบายหรือจำหน่ายข้าวที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมไปแล้วเพียงใด ไม่ว่าจะขายในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G To G) หรือรัฐขายให้กับเอกชน (G To P)
เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2555 ทำนองว่า กระทรวงพาณิชย์คาดว่าในปี 2555 ไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 9.5 ล้านตัน เป็นข้าวของภาคเอกชนจำนวน 6.57 ล้านตัน และเป็นข้าวของรัฐจำนวน 2.53 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นการขายข้าวตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล เช่น อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ทั้งมีข่าวแถมอีกด้วยว่า แม้ราคาข้าวอินเดียถูกกว่าข้าวไทย แต่บังกลาเทศสนในซื้อข้าวจากไทยมากกว่า เพราะข้าวไทยมีคุณภาพและไม่มีปัญหาเรื่องการส่งมอบเหมือนอินเดีย
แต่เมื่อถึงวันที่ 14 เดือน ปีเดียวกัน มีข่าวปรากฏในหนังสือพิมพ์ทำนองว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปลงนามบันทึกความเข้าใจขายข้าวให้บังกลาเทศ แต่คาดว่าจะขายข้าวได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เพราะบังกลาเทศเห็นว่าข้าวไทยราคาสูง และคาดว่าปัญหาในลักษณะนี้จะเกิดกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ด้วย
ข้าวที่นอนนิ่งอยู่ในโกดังกลาง ยิ่งนานวันก็ยิ่งทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษามากขึ้น ที่ผ่านมาเคยปรากฏว่า รัฐบาลต้องเสียเงินเพื่อการนี้ปีละมากกว่า 800 ล้านบาท รัฐต้องรับภาระต้องเสียค่าดอกเบี้ยเงินกู้มากขึ้น เพราะหลายโครงการรับจำนำข้าวยังมีข้าวเหลือค้างเก็บไว้ในโกดัง
และในส่วนของข้าวนับนานวันน้ำหนักจะหดหายไปตามสภาพ ข้าวที่เก็บไว้ไม่เกิน 6 เดือน น้ำหนักลดลงประมาณ 0.5% ถ้าเกินกว่า 6 เดือน น้ำหนักลดลงประมาณ 1.0% และการเก็บรักษาไว้นานวัน คุณภาพข้าวไทยไม่ว่าจะมีความเลิศเลอสักปานใด ก็ไม่สามารถรักษาคุณภาพให้เป็นอยู่เช่นนั้นได้ชั่วกัปชั่วกัลป์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราได้เห็นข้าวที่หลุดรอดออกมาจากคลังสินค้า ต้องตกอยู่ในสภาพอย่างเช่น ข้าวที่มีการสั่งสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2554 เป็นข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2552/2553 จำนวนมากกว่า 5.7 หมื่นตัน แต่เป็นข้าวเปลือกคุณภาพดีเหลืออยู่เพียง 1 หมื่นตันเศษ
ดูแล้วคนต่างชาติมีโอกาสแสนจะริบหรี่ที่จะได้ลิ้มรสข้าวคุณภาพดีจากโกดังกลางของรัฐ จริงๆ แล้วอย่างน้อยในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลต่างก็ขมีขมันผลักดันให้มีนโยบาย การยกระดับราคาข้าวและกำหนดให้มีมาตรการหลายลักษณะ เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ยังต้องทนทุกข์ระทมกับสารพัดปัญหาภัยพิบัติปัจจัยการผลิต ราคาข้าวตกต่ำ
และมีอยู่หลายครั้งหลายคราที่มีการนำนโยบายลักษณะดังกล่าวไปปฏิบัติแล้ว ต้องทำให้ผู้คนออกอาการรู้สึกกระอักกระอ่วน หดหู่ ห่อเหี่ยวใจ เมื่อมองเห็นภาพเงินภาษีของประชาชนจำนวนมากมายถูกนำไปใช้แบบไร้คุณค่า ร่วงหล่น หลุดหายไปจากมือชาวนา
นโยบายการยกระดับราคาสินค้าข้าวจะทำโดยวิธีการใดก็ตาม จะต้องไม่หลงลืมการใช้ความพยายามให้มากที่สุด เพื่อทำให้เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ตกถึงมือพี่น้องชาวนาได้ถ้วนหน้า
และหากรัฐบาลจะผลักดันนโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ทุกเมล็ดแล้ว อานิสงส์ประการนี้ย่อมตกแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหรือชาวนาได้ถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นชาวนาที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว







