posttoday
ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทัน 'กระแสจีน-กระแสโลก'

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทัน 'กระแสจีน-กระแสโลก'

10 สิงหาคม 2555

ในวันที่ผู้คนทั่วโลกกำลังจดจ่ออยู่กับแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของยุโรป

โดย...ปานปรีย์ พหิทธานุกร

ในวันที่ผู้คนทั่วโลกกำลังจดจ่ออยู่กับแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปและเฝ้าดูมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ระหว่างนี้เศรษฐกิจใหญ่อีกฝั่งหนึ่งของโลกก็ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ

ตลาดอาเซียนเริ่มเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่เป็นที่สองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมากว่าหนึ่งทศวรรษแล้ว

หากดูเผินๆ ทุกวันนี้ เศรษฐกิจจีนก็ยังดูดี เพราะอัตราการขยายตัว เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่น่าสังเกตว่าเป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลง โดย IMF คาดการณ์ว่า ปี 2555 นี้ เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวแค่ประมาณ 8% เท่านั้น และถึงแม้จะลดลง ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงอยู่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก

สาเหตุที่เศรษฐกิจจีนลดความร้อนแรงลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2551 และตามมาด้วยวิกฤตการณ์หนี้ในยูโรโซน และอีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากนโยบายของจีนเอง เพราะหากจีนยังมีนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมที่ผ่านมาอาจทำให้ต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจจากปัญหาภาวะฟองสบู่และเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ที่ส่งผลทำให้เมืองต่างๆ โตเร็ว ธุรกิจขยายตัว เกิดรายได้ดี มีการจ้างงานมาก ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้าม ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วเกินไป ก็จะก่อให้เกิดภาวะการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ตามมาในที่สุด

รัฐบาลจีนได้เล็งเห็นปัญหาในข้อนี้ จึงออกมาตรการติดเบรกเศรษฐกิจเพื่อดึงจังหวะมิให้เศรษฐกิจขยายตัวร้อนแรงจนเกินไป แต่ยังพอให้เดินต่อไปได้ และที่สำคัญจะไม่ไปซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่กำลังมีปัญหาอยู่ในเวลานี้

ประเด็นข้อสงสัยที่ว่า เศรษฐกิจจีนไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกหรือลบ จะส่งผลกระทบต่อไปมากหรือไม่ ก็ตอบได้ทันทีว่า มากแน่นอน เพราะตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยวันนี้ คือตลาดในกลุ่มอาเซียน ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุด 24.28% รองลงมาคือจีน 11.79% ส่วนการส่งออกไปยังกลุ่มสหภาพยุโรป วันนี้เราอยู่ในอันดับ 3 ซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่าคือ 10.85%

ดังนั้น หากสมมติว่า สถานการณ์ตลาดสหภาพยุโรปนำเข้าจากไทยลดลง เราคงไม่สามารถเทียบกันได้กับสถานการณ์ที่จีนนำเข้าจากไทยลดลง เพราะผลกระทบจะใหญ่โตกว่ามาก

ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าจีนได้กลายเป็นผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก เพราะจีนมีทั้งวัตถุดิบ ผลผลิตทางการเกษตร สินค้าทุน สินค้ากึ่งสำเร็จรูป จนถึงสำเร็จรูป ที่สำคัญสินค้าไทยมีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิตของจีน ซึ่งจัดอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ร่วมกับหลายประเทศอย่าง เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และอื่นๆ หากจีนมีกำลังการผลิตลดลงก็เป็นที่แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตสินค้าที่ร่วมอยู่ใน Supply Chain ของจีนอย่างแน่นอน

ในวันนี้ ธนาคารโลก และ IMF ก็ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในช่วงการปรับตัวลง แต่ก็มีนักวิเคราะห์ออกมาตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แล้วจากนี้ต่อไปจีนจะใช้โมเดลเศรษฐกิจอะไร เพราะวิธีการเดิมๆ ที่เน้นการส่งเสริมการลงทุน ผลิตเพื่อการส่งออก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่น่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะเห็นรัฐบาลจีนมีนโยบายปรับเปลี่ยนเป้าหมายการผลิตสินค้าที่มีผลิตภาพ (Productivity) มากขึ้น ส่งเสริมการจ้างแรงงานมีฝีมือมากขึ้น รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น ก็น่าจะเกิดการขยายตัวอย่างสมดุล ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีนในอนาคต

ข้อพิสูจน์ที่ทำให้ชาวโลกได้เห็นกันแล้วว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จีนมีความสามารถในการแก้ไขปรับปรุงนโยบายที่เป็นจุดอ่อนทางเศรษฐกิจของตัวเองอย่างชัดเจน โดยออกมาตรการและนโยบายในการชะลอเศรษฐกิจอย่างทันท่วงทีก่อนที่ปัญหาจะมาถึง

หากมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยของเรา ที่ฝ่ายบริหารยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ นอกจากยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ของยูโรโซนอย่างใกล้ชิดแล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งประเมินสถานการณ์ในประเทศ เฝ้าดูตัวเลขและดัชนีต่างๆ ว่ามีปัญหา มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ และที่สำคัญควรพิจารณาเรื่องการใช้แนวคิดเดียวกับจีนที่เข้าไปแก้ไขปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น

การเตรียมตัวสำหรับเศรษฐกิจในอนาคต เราต้องเร่งดำเนินการเสียตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่พูดกันมานานเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพิงการส่งออกและการผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศให้มากขึ้น ก็ควรนำมาพิจารณาและนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง

ในช่วงเศรษฐกิจขาลงของโลก เป็นโอกาสของไทย ที่จะมาทบทวนแนวนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะการยึดแนวทางนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมๆ คงไม่น่าจะปลอดภัยแล้ว หากไม่อยากเห็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับไทยในปี 2540 แล้วอีก ฝ่ายบริหารก็ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่โดยด่วน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ