
ตะลึงอาวุธสงครามซุกรถทัวร์เข้ากรุง
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากสถานีขนส่งหมอชิต 2 กลายเป็นแหล่งแจกจ่ายอาวุธสงคราม
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากสถานีขนส่งหมอชิต 2 กลายเป็นแหล่งแจกจ่ายอาวุธสงคราม เหมือนอย่างที่เกิดเหตุตำรวจพบกระเป๋าซุกซ่อนปืนอาก้าและระเบิดจำนวนมาก
หากเกิดระเบิดขึ้นระหว่างขนส่ง ชะตากรรมของผู้โดยสารบนรถทัวร์ จ.นครราชสีมากรุงเทพฯ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่จะเป็นเช่นไร
เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) 191 เข้าเก็บกู้วัตถุระเบิดสังหารชนิดเอ็ม 26 จำนวน 3 ลูก เอ็ม 61 และเอ็ม 67 ชนิดละ 2 ลูก ทุ่นระเบิดรุ่นเอ็ม 14 จำนวน 4 ทุ่น ระเบิดรุ่นไทพ์ 67 ผลิตในจีนอีก 2 ลูก และปืนอาก้าแบบพับฐาน 1 กระบอก กระสุนปืน 250 นัด
ถึงแม้ว่าเบาะแสที่ได้ขณะนี้มีเพียงคำให้การว่า ผู้ต้องสงสัยที่นำกระเป๋ามาฝากไว้เป็นชายผิวสีดำแดง ตัดผมเกรียน สูงประมาณ 175 เซนติเมตร แต่หากย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาจะพบว่ามีการนำอาวุธสงครามเข้ามาในเมืองหลวงอยู่หลายครั้งและเป็นเวลานานแล้ว
เหตุอุกอาจครั้งหนึ่ง คือ ชุมพล บุญนาค ผู้กว้างขวางย่านห้วยขวาง ถูกคนร้ายยิงถล่มด้วยปืนอาก้า อาวุธสงคราม 9 นัด เข้าตามร่างกายและใบหน้าเสียชีวิตทันที
ที่ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ที่สุด ไม่พ้นคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มใส่รถยนต์ของ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณหน้าวัดเอี่ยมวรนุช ใกล้สี่แยกบางขุนพรหม พบปลอกกระสุนอาวุธปืนสงครามชนิดอาก้า และเอ็ม 16 ตกอยู่จำนวนกว่า 100 ปลอก
คาดกันว่าการนำอาวุธสงครามเข้ามาในกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งคือนำมาใช้ปมขัดแย้งส่วนตัว และการชุมนุมทางการเมือง
ข้อสันนิษฐานที่ว่านำอาวุธสงครามจากชายแดนเข้ามาจำหน่ายต่อ หรือเตรียมส่งต่อไปยังภูมิภาคอื่น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง
นักวิจัยยุทธศาสตร์สายงานความมั่นคง มีข้อมูลการวิเคราะห์ “อาวุธกับปัญหาทางการเมืองไทย” ว่าอาวุธร้ายแรงทั้งที่เคยมีการใช้ และอาจมีการใช้ในการก่อเหตุร้ายนั้น ส่วนใหญ่เป็นอาวุธใหม่ ไม่ใช่อาวุธเก่าๆ ที่ฝังดินหรือซุกซ่อนไว้ และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่จากคลังอาวุธของรัฐ
ประเภทปืน มีทั้งปืนไรเฟิลจู่โจม เอ็ม 16, เอเค 47, เอชเค 33, ทีเออาร์ 21 ซึ่งเป็นอาวุธพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติการต่างๆ เป็นอาวุธที่ใช้ได้ผลตั้งแต่ระยะใกล้ไปจนถึง 100 เมตร
โดยเฉพาะประเภทเครื่องยิงลูกระเบิดฮิตสุดที่ลักลอบนำเข้ามาใช้ก่อเหตุ คือ ขนาด 40 มม. เอ็ม 203 และเอ็ม 79 ยิงด้วยการเล็งจำลองหรือวิถีโค้ง วิ่งไปด้วยความเร็ว 76 เมตรต่อวินาที ระยะยิงไกลสุด 400 เมตร ระยะยิงหวังผล 350 เมตรลงมา
สำหรับในมุมมองของผู้ปฏิบัติการลงพื้นที่ พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) กองกำกับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) วิเคราะห์อาวุธและระเบิดที่พบในสถานีขนส่งหมอชิต 2 ว่า ส่วนใหญ่เป็นลูกระเบิดชนิดขว้างที่เก่า ปืนอาก้าที่พบก็เก่า ทำให้เชื่อว่าจะนำเข้ามาเพื่อเก็บไว้ก่อน ใครต้องการก็ค่อยเอาออกมาขาย
“เท่าที่ดูชนิดระเบิดใช้ในราชการแค่ 23 ชนิด ที่เหลือไม่มีใช้ในราชการทหาร ตำรวจ ที่ใช้ในราชการมีแค่เอ็ม 26 กับเอ็ม 21 นอกจากนี้ระเบิดที่พบไม่มีใช้ในไทย ต้องนำเข้ามาจากตามแนวชายแดน”
ทั้งนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่ามีการนำเข้าจากชายแดนภาคอีสาน เนื่องจากเส้นทางการลักลอบขนมีจุดอยู่ที่ จ.นครราชสีมา เพื่อเข้ากรุงเทพฯ ก่อนจะส่งต่อไปยังที่อื่น
พ.ต.อ.กำธร ยังให้ความเห็นอีกว่า นอกจากอาวุธสงครามที่ถูกลักลอบนำเข้ามาในกรุงเทพฯ รอ “ออร์เดอร์” เพื่อขายต่อแล้ว จะนำมาก่อเหตุเมื่อไหร่นั้นไม่สามารถทราบได้ แต่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พบระเบิดประเภทนี้ก่อเหตุน้อยมาก
“เท่าที่เราพบในจังหวัดชายแดนใต้มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือเป็นแบบแสวงเครื่อง 95 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในกรุงเทพฯ การก่อเหตุจะใช้ระเบิดอยู่ 2 อย่าง คือ ระเบิดแบบมาตรฐาน กับแบบทำเอง ส่วนส่งมาเพื่อการชุมนุมหรือไม่นั้น ผมว่าไม่น่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยง เพราะช่วงนี้การเมืองยังไม่รุนแรงถึงขนาดต้องใช้อาวุธสงคราม”
จากประสบการณ์ทางด้านพิสูจน์วัตถุระเบิดมายาวนาน ผกก. EOD ยืนยันว่า ระเบิดที่พบนี้ผลิตมาจากโรงงานนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน และไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะสามารถตามจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ลักลอบนำอาวุธสงครามจากโคราชเข้าเมืองหลวงโดยทางรถทัวร์ครั้งนี้ได้ แต่โอกาสที่จะสาวไปถึงต้นตอขบวนการนำเข้าจากตะเข็บชายแดนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย
ขบวนการค้าของเถื่อนและนำสินค้าอาวุธสงครามข้ามตะเข็บชายแดนนั้น อิทธิพลกว้างขวางระดับมาเฟียยังต้องเรียกพี่
และต้องยอมรับกันแล้วว่า ขณะนี้อาวุธสงครามซุกซ่อนอยู่ทั่วกรุงเทพฯ แล้ว







