
แดงทำได้แค่เสียว ตลาดหุ้นเขียวยกแผง
8...ทีมข่าวการเงิน
อเป็นเรื่องกลับหัวกลับหาง...
เมื่อการขับเคลื่อนการชุมนุมคนเสื้อแดงครั้งนี้ทำให้หุ้นไทยกลายเป็นบวก
แม้แกนนำออกมาขู่ก่อนหน้านี้ว่าจะพาคนมา
“1 ล้านคน” และปิดกรุงเทพฯ ให้เป็น “อัมพาต”และท่ามกลางข่าวว่าจะเกิด
“วินาศกรรม” ในกรุงเทพฯเมื่อข้อเท็จจริงกลับกลายเป็นว่านักลงทุนต่างชาติกลายเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อเนื่องติดต่อกัน 7 วัน
เบ็ดเสร็จเม็ดเงินไหลเข้ารวมกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท!!!
เรียกได้ว่าฝรั่งไล่เก็บมาตั้งแต่ก่อนจะมีม็อบวันที่ 14 มี.ค.
ช่วงวันที่ 1115 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่คนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่และระดมพลจากต่างจังหวัดเข้ายึดถนนราชดำเนิน
...ปรากฏว่าต่างชาติซื้อสุทธิถึง 3,603.01 ล้านบาท!!
อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมยอดซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติช่วงวันและเวลาดังกล่าว จะพบว่าโบรกเกอร์ต่างชาติที่ซื้อสุทธิมีประมาณ 5 เจ้าหลักๆ
บล.ซีเอส ซื้อสุทธิ 1,270.04 ล้านบาท บล.ซีแอลเอสเอ ซื้อสุทธิ 1,020.47 ล้านบาท บล.ยูบีเอส ซื้อสุทธิ 811.76 ล้านบาท
บล.เจ.พี.มอร์แกน ซื้อสุทธิ 711.08 ล้านบาท และ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ซื้อสุทธิ 383.78 ล้านบาท
นอกจากนี้ การเข้าซื้อของต่างชาติก็ยังผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถขึ้นมายืนเหนือในระดับแนวต้านสำคัญที่ 750 จุด ได้แล้ว
ขณะที่รายย่อย กองทุน และสถาบันในประเทศไทยด้วยกันเองกลับกลัวหัวหด เทขายออกมา
เท่ากับว่าต่างชาติมั่นใจ แต่คนไทยขาสั่น...
แม้จะมีข่าวลือออกมาว่าต่างชาติที่เข้ามาซื้อเหล่านี้คือเครือข่ายธุรกิจของนักการเมือง
“ในรัฐบาล”แม้จะมีข่าวออกมาว่ากองทุนที่ไล่ซื้อหุ้นช่วงนี้เป็นกองทุนวายุภักษ์ ซึ่งอยู่ในอาณัติของกระทรวงการคลัง
โดยเฉพาะ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่เป็นอดีตวาณิชธนากรชั้นเซียนแห่งเจ.พี.มอร์แกน
ถือเป็น
“คอนเนกชัน” ที่ รมว.คลัง สามารถดึงมาใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานโดยแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ยอมรับว่าตามปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกับการซื้อขายหุ้น กระทรวงการคลังจะขอความร่วมมือโบรกเกอร์ในตลาดหลักทรัพย์ดูแลไม่ให้ตลาดมีความผันผวนมาก
“
คลังยังมีกองทุนวายุภักษ์ที่ช่วยในการดูแลซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อีกแรง เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ยังยืนอยู่ในแดนบวกได้” แหล่งข่าวระบุนางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยโดยตลอด ซึ่งเท่าที่ได้คุยกับโบรกเกอร์ต่างชาติเห็นตรงกันว่าไม่ค่อยห่วงการเมืองมากนัก
นับตั้งแต่เห็นตัวเลขเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่ไตรมาส 4 ที่ผ่านมาออกมาดี รวมถึงดัชนีทางเศรษฐกิจอื่นทั้งการผลิต การบริโภคออกมาดี
ด้าน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่ายังโชคดีที่มีเงินไหลเข้าในตลาดหุ้น ดูได้จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าด้วย
“
เป็นเรื่องน่าดีใจ สะท้อนได้ว่านักลงทุนต่างประเทศยังมั่นใจประเทศไทยอยู่” นายอภิศักดิ์ ระบุนายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้สภาพคล่องในระบบได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านล้านบาท ทำให้ไม่น่ากังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย เชื่อว่าจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยกลางปีขึ้นไป แต่ในฟากรัฐบาลคงไม่อยากเห็นดอกเบี้ยขึ้นในขณะนี้
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ช่วงนี้มีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศจริง เพื่อเตรียมพร้อมเข้ามาซื้อหุ้น หากเข้ามาตอนนี้ก็ยังได้หุ้นราคาถูก จึงเห็นต่างชาติเข้าซื้อสุทธิสวนทางกับปัญหาการเมือง
สาเหตุที่ต่างชาติยังเข้าซื้อหุ้นสุทธิ สะท้อนความมั่นใจว่าประเทศไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ตกลงมากแล้ว ฉะนั้นจึงมีการช้อนซื้อกลับ เพราะหากเทียบราคาหุ้นในภูมิภาคนี้ ราคาหุ้นของไทยยังจูงใจนักลงทุนต่างประเทศ
“
ต่างประเทศยังเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ และเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง ช่วงนี้ยังน่าซื้อหุ้น” แหล่งข่าวเปิดเผยเช่นเดียวกับ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่มองว่าการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองปัจจุบันได้ก้าวขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่ง เป็นวิถีทางสันติวิธี จึงไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงถือว่าเป็นเหตุการณ์ปกติ เรียกว่าเป็นความเสี่ยงที่รับได้ และถ้าเทียบกับเหตุการณ์การชุมนุมที่ผ่านมาที่เกิดความเสียหายหนัก เศรษฐกิจก็ฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ การท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวเร็ว
ดังนั้น แม้การชุมนุมในขณะนี้จะไปถึงจุดที่เลวร้ายที่สุด ก็มั่นใจว่าจะเยียวยาเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับมาได้โดยเร็ว
“
ไทยยังถือว่ามีความน่าลงทุนในสายตานักลงทุนต่างประเทศ จะเห็นได้จากการจัดอันดับของสถาบันจัดอันดับต่างๆ จะให้อันดับไทยอยู่ในระดับที่น่าลงทุนอยู่ดี” นายสถิตย์ กล่าวไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุด บริษัท เอเบลิ่ง เฮฟเฟอร์แนน อินเวสเมนท์ แมเนจเมนท์ อิงค์ จัดตั้งกองทุนที่ระดมเงินจากนักลงทุนทั่วเอเชียมาลงทุนในไทย วงเงินเบื้องต้น 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
และอีก 1 ปี จะระดมเงินเพิ่มเป็น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานทดแทน เวชภัณฑ์ใหม่ๆ ธุรกิจเชิงนวัตกรรมคือเป้าหมายสำคัญ
สัญญาณทางเศรษฐกิจที่ออกมาถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่าในระยะ 34 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยน่าจะพ้นปากเหวอย่างชัดเจน
ขณะที่นักลงทุนสามารถแยกแยะการเมืองกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจออกจากกันได้
จีดีพีปีนี้ไม่ขี้เหร่...ฟันธงงง!!







