posttoday
ญี่ปุ่นไม่ยอมตาย

ญี่ปุ่นไม่ยอมตาย

04 สิงหาคม 2555

“ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ยอมโลกแต่ไม่ยอมตาย” ความหมายก็คือ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ยอมโลกแต่ไม่ยอมตาย” ความหมายก็คือ คนญี่ปุ่นพร้อมและปรับตัวได้เสมอเพื่อความอยู่รอด แต่กระนั้นก็คงไว้ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีที่น่าชื่นชม

ที่เขียนถึงคนญี่ปุ่นก็เพราะผู้เขียนเพิ่งกลับจากการพานักศึกษาในหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยของสถาบันพระปกเกล้าไปศึกษาดูงานที่นั่น ที่นาโกยาและโอซากา และนึกย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อนที่ได้ไปโตเกียวกับกุนมะ จึงนึกเทียบกันดูถึงพัฒนาการในสังคมความเป็นอยู่บางอย่างของชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะการต่อสู้ดิ้นรนของญี่ปุ่นในยุคใหม่ เผื่อว่าคนไทยจะได้ตระหนักและดิ้นรนไปสู่ความอยู่รอดนั้นเช่นกัน

คนไทยและญี่ปุ่นต่างก็ถูกกล่อมเกลาอยู่ภายใต้พุทธศาสนามาอย่างลึกซึ้ง แม้จะเป็นคนละลัทธิ แต่ก็ตั้งอยู่บนแกนความคิดอันเดียวกัน นั่นคือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ที่มนุษย์ทุกคนต้องดิ้นรนต่อสู้ไปบนสภาวะความไม่เที่ยง ความตั้งอยู่ไม่ได้ และความไม่มีตัวตน หรือที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์” นี้อยู่ตลอดเวลา มีเพียง “นิพพาน” ที่จะพาให้หลุดพ้นจากภาวะเช่นนี้

ศาสนาพุทธของญี่ปุ่นรับเอาเข้ามาจากจีนและเกาหลีตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 โดยผสมผสานแนวคิดของลัทธิขงจื๊อเข้ามาด้วย จึงเกิดขนบธรรมเนียมที่คล้ายจีนอยู่มากมาย รวมทั้งอิทธิพลของลัทธิเต๋าก็ทำให้เกิดนิกายเซ็น กลายเป็นลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมและบุคลิกหลายอย่างของคนญี่ปุ่น แต่กระนั้นก็ยังเชื่อในภูตผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่รวมเรียกว่าไสยศาสตร์นั้นอยู่ด้วย

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนไว้ในสารคดีชุด “ฉากญี่ปุ่น” เมื่อ พ.ศ. 2521 ว่าคนญี่ปุ่นมีแนวศรัทธาอยู่ 2 ทาง คือ ทางพุทธ เรียกว่า “บุดสุโด” (บุดสุ =พุทธ โด = ทาง) กับทางเทวดาหรือไสยศาสตร์ที่เรียกว่า “ชินโต” (ชิน = เทวดา) ญี่ปุ่นจึงมีการไหว้เจ้าเหมือนจีน รวมทั้งก่อให้เกิดแนวคิดห้าวๆ อีกหลายอย่าง ที่เด่นๆ ก็เช่นแนวทางนักรบ หรือ “บูชิโด” (บูชิ = นักรบ, ผู้กล้า) ที่ประกอบด้วยขุนนางผู้เป็นหัวหน้ากับซามูไรที่เป็นลูกน้อง สร้างความภักดีอย่างมั่นคงขึ้นในหมู่เหล่า ส่วนชาติญี่ปุ่นถือตนว่ามีกำเนิดจากสุริยเทพหรือดวงอาทิตย์ ชื่อประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่า “นิปปอน” จึงหมายถึง “ถิ่นเกิดของดวงอาทิตย์” หรือ “อาทิตย์อุทัย” ว่ากันว่านักรบญี่ปุ่นจะไม่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ จะสู้รบข้าศึกแต่เฉพาะเวลาที่พระอาทิตย์อยู่ข้างหลังเท่านั้น

ญี่ปุ่นไม่ยอมตาย

 

ไปญี่ปุ่นในครั้งนี้ “ร้อนมาก” โดยในวันที่ 31 ก.ค. กรมอุตุนิยมของญี่ปุ่นได้ประกาศให้เป็นวันที่ร้อนที่สุด โดยอากาศในเมืองโอซากาที่ผู้เขียนอยู่ในวันนั้นมีอุณหภูมิสูงถึง 37 องศาเซลเซียส และเมื่อสัปดาห์ก่อนมีนักท่องเที่ยวชาวจีนร้อนตายไป 1 คน หลายท่านอาจจะบอกว่าเมืองไทยหลายจังหวัดร้อนถึง 39-40 องศาเซลเซียส แต่ทำไมไม่มีคนตายทั้งๆ ที่ร้อนมากกว่าญี่ปุ่น

ลักษณะความร้อนที่ญี่ปุ่นเหมือนอยู่ในหลุมหรือเตาอบ เพราะพื้นที่กว่า 70% เป็นหุบเขา (ถ้าอยากจะรู้ว่าร้อนแบบนี้เป็นอย่างไรให้ไปอยู่ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ในหน้าร้อน) ส่วนของไทยเป็นความร้อนที่มีลมระบายหรือมีรูให้อากาศถ่ายเทแบบตะกร้าสาน แม้จะร้อนแต่ก็โปร่งโล่งไม่อึดอัด ซึ่งสิ่งนี้โปรเฟสเซอร์ที่มาบรรยายเรื่องโลกร้อนให้คณะของผู้เขียน ณ มหาวิทยาลัยนาโกยา ก็ยอมรับว่าธรรมชาติที่ญี่ปุ่นนี้ทารุณมาก อย่างแผ่นดินไหวก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ในตอนหนึ่งแกพูดถึงเรื่องน้ำท่วมที่ญี่ปุ่นก็ไม่เหมือนที่ประเทศไทย เพราะที่ญี่ปุ่นถ้าฝนตกหนักๆ มาฮวบเดียว น้ำก็จะท่วมสูงโดยฉับพลัน แถมยังไหลชะล้างอย่างกับเขื่อนแตก พัดพาบ้านช่องและไร่นาเสียหายอย่างยับเยิน ในขณะที่ของไทยจะท่วมช้าๆ ค่อยๆ ไหลมา แล้วค่อยๆ ท่วมเอ่อ แม้จะท่วมมาก แต่ก็แผ่ขยายในวงกว้าง แบ่งเบาความทุกข์เฉลี่ยๆ กัน โดยโปรเฟสเซอร์แกบอกว่า แกเองแหละที่เป็นคนให้ข้อมูลสถานทูตไทยในญี่ปุ่นว่าไม่ต้องรีบอพยพ คนญี่ปุ่นในประเทศไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในย่านสุขุมวิท พอทราบว่าน้ำท่วมมาจากทางเหนือก็พากันเดินทางกลับญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก เพราะกลัวว่าจะเหมือนน้ำท่วมที่ญี่ปุ่น แต่จนแล้วจนรอดก็มาไม่ถึงสุขุมวิท จอดอยู่แค่ลาดพร้าวเท่านั้น เมืองไทยสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วจึงถือได้ว่าเป็นสวรรค์จริงๆ

ที่มหาวิทยาลัยโอซากามีการบรรยาย 2 หัวข้อ เรื่องแรกเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าที่จะต้องทำกับกลุ่มอาเซียนใน พ.ศ. 2558 และที่จะต้องทำกับกลุ่มประเทศย่านมหาสมุทรแปซิฟิก (ในคำบรรยายเรียกว่า Tran-Pacific Free Trade Agreements) ใน พ.ศ. 2568 ที่มีเนื้อหาโดยสรุปว่า แม้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ญี่ปุ่นมีคู่แข่งขันมากขึ้น แต่เพื่อรักษาตลาดการค้าทั่วโลกของญี่ปุ่นให้อยู่รอด ญี่ปุ่นก็ต้องยอมรับและปรับตัวเข้าให้ได้ โดยเฉพาะระบบความคิดความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่ยังอาจจะระแวงคนต่างชาติอยู่มาก (ในคำบรรยายโปรเฟสเซอร์แกใช้คำว่า Reform ที่แปลตรงๆ ได้ว่า “การปฏิรูป”)

สำหรับเรื่องที่สอง เกี่ยวกับระบบความมั่นคงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ โดยมองจากสายตาของคนญี่ปุ่นที่มีความเชื่อเช่นเดียวกันว่า ในทางภูมิรัฐศาสตร์ (วิชาที่ว่าด้วยที่ตั้งหรือลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศกับพลังอำนาจหรือความเข้มแข็งมั่นคงของประเทศนั้น – Geopolitics) ญี่ปุ่นอยู่ในภาวะล่อแหลมที่สุดจากภัยคุกคามของนานาประเทศทั่วโลก โดยโปรเฟสเซอร์แกนำเสนอด้วยการหงายแผนที่ขึ้นให้ญี่ปุ่นอยู่ตรงกลางที่มีมหาสมุทรแปซิฟิกล้อมรอบ ก็จะเห็นว่ามีจีนจ้องถล่มอยู่ทางใต้ รัสเซียทางมุมล่างซ้าย อเมริกาทั้งเหนือและใต้กดหัวอยู่ด้านบน โดยมียุโรปและตะวันออกกลางอยู่ทางด้านขวา รวมทั้งสมาชิกในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกกลุ่มใหญ่

แกจึงกล่าวอย่างมั่นใจว่า รัฐบาลและคนญี่ปุ่นจะไม่เป็นศัตรูกับชาติใดในโลกนี้ มีแต่จะแสวงหามิตรภาพและความร่วมมือจากทุกประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพราะนี่คือทางอยู่รอดของญี่ปุ่นเพียงหนทางเดียวเท่านั้น เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเมื่อตอนเริ่มบรรยายแกจึงพูดถึงการ์ตูนที่กำลังฮิตในญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก คือเรื่องคณะโจรสลัดที่เรียกว่า One Piece ผู้ร่วมกันหาสิ่งลี้ลับสิ่งหนึ่งที่มีอยู่เพียงสิ่งเดียวในโลก คือ “เจ้าสิ่งของชิ้นเดียว” โดยคำว่า Piece ไปพ้องเสียงกับคำว่า Peace ที่แปลว่า “สันติภาพ” ที่น่าจะเป็นสิ่งของเพียงสิ่งเดียวที่ทุกคนบนโลกนี้ปรารถนาเช่นกัน

ระหว่างทางไปมายังสถานที่ดูงานและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ คนที่น่าสงสารที่สุดคือ ไกด์ทัวร์ ที่การท่องเที่ยวญี่ปุ่นอุตส่าห์จ้างคนไทยมาช่วยทำงาน โดยกำหนดให้คนเหล่านี้พยายามบรรยายเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่น แต่นักท่องเที่ยวก็คือนักท่องเที่ยวที่จะตื่นเฉพาะเวลาที่ “ชิม ช็อป ชม” เท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้เขียนที่หมดแรงไปเพราะอากาศอันแสนร้อนนั้น

ญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างของประเทศที่รัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมาก โดยนโยบายที่สำคัญที่สุดก็คือการทุ่มเทด้านการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนกับนโยบายด้านการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนทุกกลุ่มให้มีความสุขและอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ รวมถึงพยายามที่จะต้อนรับคนทุกชาติให้ดีที่สุดและเป็นมิตรให้มากที่สุด

ระหว่างตามดูนักศึกษาที่ไปช็อปย่านสินค้าวัยรุ่น ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าวัยรุ่นญี่ปุ่นไม่ได้ “ซ่าเวอร์” เหมือนกับที่เคยเจอเมื่อ 3 ปีก่อน แต่กลับเป็นว่าคนต่างชาติที่ไปญี่ปุ่นนั่นแหละที่พยายามจะไปซ่าเวอร์เลียนแบบคนญี่ปุ่น ขณะเดียวกันเมื่อออกไปในชนบทหรือสถานที่ท่องเที่ยวนอกเมือง ก็ยังคงเห็นความสงบเสงี่ยมเรียบร้อยของชาวบ้านในที่เหล่านั้นว่ายังอยู่ดีดังเดิม

“บ้านเมืองญี่ปุ่น” อาจจะตายมาแล้วหลายครั้ง แต่ “คนญี่ปุ่น” ไม่เคยตาย!

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก