
ยกเลิกพรบ.ประกันภัยบุคคลที่3สร้างระบบสุขภาพมาตราฐานเดียว
ลดความเหลื่อมล้ำถมช่องว่างทางสังคม คือแนวทางถอดสลักความขัดแย้งหลักในประเทศไทย
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ลดความเหลื่อมล้ำถมช่องว่างทางสังคม คือแนวทางถอดสลักความขัดแย้งหลักในประเทศไทย หนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูป นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้ความเห็นว่า ข้อเสนอดังกล่าวค่อนข้างรุนแรงและเข้มข้น
ทั้งนี้ ในแง่อุดมคติการสร้างระบบสุขภาพระบบเดียวเป็นสิ่งที่ดี แต่ในความเป็นจริงคงทำได้ยาก ปัจจุบันมีระบบประกันสุขภาพหลักๆ อยู่แล้ว 3 ระบบ ได้แก่ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ดังนั้นเพื่อลดความถ่างของแต่ละกองทุน รัฐบาลควรปรับให้ทั้ง 3 ระบบมีความใกล้เคียงกัน
“ผมไม่เรียกว่ามาตรฐานเดียว แต่ต้องปรับให้มันใกล้เคียงกัน” คุณหมออำพล ย้ำ
นอกจากนี้ ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า คำว่าใกล้เคียงกันไม่ได้หมายความว่าต้องเท่ากันทุกประการ หรือเท่ากันเป๊ะๆ นั่นเพราะแต่ละกองทุนมีความแตกต่างกัน บางระบบอาจมีค่าใช้จ่ายราคาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น อะไรที่ต้องเท่าก็ต้องเท่า อะไรที่ต้องปรับเข้าหากันก็ต้องปรับ
อย่างไรก็ตาม หลักหนึ่งที่ต้องยึดไว้ให้แน่น คือต้องระวังเรื่องการ “ให้มาก ใช้มาก จ่ายมาก” ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะทำให้ระบบล่ม ดังนั้น การประกันสุขภาพต้องนำหลักของการ “ประกัน” มาใช้ นั่นคือการนำทรัพยากรทั้งหมดมาวางรวมกันเพื่อกระจายและเฉลี่ยความเสี่ยง
เลขาธิการ สช. ให้รายละเอียดว่า ระบบหลักประกันที่ดีต้องมีการควบคุมเงินอย่างเคร่งครัด ส่วนหน่วยบริการต่างๆ ก็ต้องให้บริการภายใต้หลั กการและเหตุผลทางวิชาการ ไม่ใช่ระบบกลับเปิดช่องให้หน่วยบริการให้บริการเกินความจำเป็น เพื่อแสวงหากำไรอย่างที่ปรากฏในระบบสวัสดิการข้าราชการ
“ไม่ใช่มาบอกว่าถ้าผมป่วยมากก็ให้ผมใช้บริการได้เต็มที่ แล้วกองทุนก็ตามไปจ่ายหน่วยบริการที่รักษาอย่างเต็มที่เช่นกัน นั่นจะยิ่งทำให้เกิดการให้การรักษาเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดผลประโยชน์ก็จะคืนกลับไปยังบริษัทยาข้ามชาติและกลุ่มธุรกิจเอกชน” เลขาธิการอำพล ย้ำ
นอกจากนี้ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนที่กล้าเข้าไปแตะต้องกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ.ประกันภัยบุคคลที่ 3 แม้ว่ากองทุนนี้จะไม่มีประสิทธิภาพในการจ่ายชดเชย นั่นเพราะกองทุนดังกล่าวมีเม็ดเงินมหาศาลปีละหลายพันล้านบาท จึงอาจจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์
คุณหมออำพล กล่าวต่อไปว่า กองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยฯ ตั้งขึ้นในยุคที่ยังไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพครบ 3 กองทุน แต่เมื่อล่วงเลยมาจากปี 2535 จนถึงปี 2555 ซึ่งระบบประกันสุขภาพครอบคลุมประชากรทุกคนแล้ว กองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยฯ ก็ควรจะยุบทิ้ง แล้วนำเงินจำนวนนั้นไปช่วยเหลือ 3 กองทุนที่เหลือ
“เวลาเจ็บป่วยไม่ต้องดูว่าใครมีประกันหรือไม่มีประกัน หรือเจ็บป่วยจากรถหรือไม่ อย่างไร ทุกคนควรได้รับการรักษาทันที และขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือทุกคนมีระบบประกันสุขภาพแล้ว แต่พอประสบอุบัติเหตุจากรถก็ไม่รู้จะเบิกค่ารักษาพยาบาลที่ใด มันทับซ้อนกันอยู่ ที่สำคัญกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยฯ เบิกได้ยากมาก ผู้เสียหายก็แห่ไปเบิกในระบบประกันสุขภาพรัฐ ท้ายที่สุดบริษัทประกันเอกชนก็ได้กำไรไป” นพ.อำพล ให้ภาพอย่างชัดเจน
คุณหมออำพล ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลต้องการบูรณาการระบบสุขภาพให้ใกล้เคียงกันด้วยความจริงใจ ก็ควรลงมือแก้ไขข้อจำกัดในกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยฯ เป็นลำดับแรกเพราะทำได้ง่าย และขณะนี้มีความพยายามจากหลายภาคส่วนที่จะแก้กฎหมายอยู่แล้ว
...แต่ไม่มีรัฐบาลใดกล้าสานต่อ เพราะตัวเลขผลประโยชน์มีมหาศาล







