
เสื้อแดงไม่ขลัง ทุบเศรษฐกิจไม่ลง
แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะดูร้อนระอุตามอากาศในฤดูร้อน หลายฝ่ายวิตกกังวลว่าปัญหาการเมืองจะฉุดให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงตามไปด้วย แต่ปรากฏว่าในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมก็มีบ้าง แต่ยังไม่มากนัก โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์และค่าเงินบาทที่เป็นดัชนีที่อ่อนไหวที่สุดกับปัญหาการเมือง
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 16 มี.ค. ดัชนีสดใสและยืนเขียวได้ทั้งวัน หลังการเมืองไร้เหตุรุนแรง โดยระหว่างวันดัชนีดีดตัวขึ้นสูงสุดที่ 752.91 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 737.82 จุด จนมาปิดตลาดที่ 752.20 จุด เพิ่มขึ้น 17.37 จุด หรือ 2.36% ด้วยมูลค่าซื้อขายคึกคัก 27,395 ล้านบาท ส่วนตลาด เอ็ม เอ ไอ ปิดที่ 206.93 จุด ลดลง 0.86 จุด มูลค่าซื้อขาย 147.52 ล้านบาท
โบรกเกอร์ต่างชาติที่ซื้อสุทธิมีประมาณ 5 เจ้าหลักๆ คือ บล.ซีเอส ซื้อสุทธิ 1,270.04 ล้านบาท บล.ซีแอลเอสเอ ซื้อสุทธิ 1,020.47 ล้านบาท บล.ยูบีเอส ซื้อสุทธิ 811.76 ล้านบาท บล.เจ.พี. มอร์แกน ซื้อสุทธิ 711.08 ล้านบาท และ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ซื้อสุทธิ 383.78 ล้านบาท
นายเชน เฮฟเฟอร์แนน ประธานผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เอเบลิ่ง เฮฟเฟอร์แนน อินเวสเมนท์ แมเนจเมนท์ อิงค์ เปิดเผยว่า ปัญหาด้านการเมืองไทยขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในไทยแม้แต่น้อย เพราะมองว่าที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพราะภาคเอกชน ไม่ได้โตเพราะรัฐบาลสักเท่าไหร่
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาล ถือเป็นเรื่องปกติของประเทศไทยอยู่แล้ว และการแตกแยกทางความคิดของคนถือเป็นเรื่องปกติของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นในทุกประเทศ
ขณะเดียวกัน แม้ตัวเองเป็นคนต่างชาติ แต่ไม่เชื่อข่าวการเมืองไทยที่สื่อต่างชาตินำเสนอ เพราะมองว่านำเสนอข่าวแรงเกินจริง ประเทศไทยไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ในฐานะนักลงทุนต่างชาติคนหนึ่งยังชอบประเทศไทยอยู่
“
นอกจากจัดตั้งกองทุนที่ระดมเงินจากนักลงทุนทั่วเอเชียมาลงทุนในไทย ผมยังใช้เงินส่วนตัวของผมเอง มองหากิจการที่กำลังแย่ เข้าไปซื้อ แล้วย้ายฐานการผลิตมาไทย เพราะค่าแรงต่ำกว่า เนื่องจากค่าครองชีพของคนไทยถูกกว่า แต่ได้ผลงานมีฝีมือไม่แพ้คนอเมริกัน ถึงตอนนี้ผมซื้อมาแล้ว 2 บริษัท อยู่ในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และกำลังย้ายฐานมาไทย ถ้าผมไม่มั่นใจประเทศไทยผมคงไม่มา” นายเชน กล่าวนายเชน เปิดเผยว่า หากสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางด้านการเงินได้ ประเทศไทยก็มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการเงินการลงทุนได้เหมือนกัน เพราะมีทรัพยากรหลากหลาย ซึ่งสิงคโปร์ไม่มี ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรืออินโดนีเซียเองก็มีปัญหาภายใน
ทั้งนี้ เอเบลิ่งฯ กำลังจะจัดตั้งกองทุนอาเซียนเพื่อลงทุนในไทย วงเงินเบื้องต้น 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะระดมเงินเพิ่มเป็น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยจะเข้ามาร่วมทุนในธุรกิจไทยซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่จะเป็นที่นิยมในอีก 5 ปีข้างหน้า อาทิ พลังงานทดแทน เวชภัณฑ์ใหม่ๆ ธุรกิจเชิงนวัตกรรม ซึ่งขณะนี้ได้เข้าไปลงทุนแล้ว 1 กิจการ คือ โรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
นายพอล เอ. เอเบลิ่ง จูเนียร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เอเบลิ่งฯ เปิดเผยว่า ประเทศไทยต้องปกครองโดยรัฐบาลที่โปร่งใส ภายใต้พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้รับการศึกษาด้านรัฐศาสตร์มาจากสหรัฐอเมริกา และถึงตอนนี้ก็บริหารประเทศภายใต้กติกา และกฎระเบียบ
น.ส.อิสรีย์ สุวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภาคพื้นเอเชีย บริษัท เอเบลิ่งฯ กล่าวว่า ชาวต่างชาติมั่นใจประเทศไทยมาก แปลกมากทั้งที่ไทยมีปัญหาการเมือง แต่จากที่ได้คุยกับแหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน พบว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีเงินไหลเข้าประเทศ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะวันที่ 15 มี.ค. มีเงินเข้ามาวันเดียว 40 ล้านเหรียญสหรัฐ
“
จากการสอบถามนักลงทุนต่างชาติ เขามองว่าหุ้นไทยถูกน่าเข้ามาลงทุน เป็นเรื่องเศร้าที่ต้องยอมรับว่าวิกฤตประเทศกลับกลายเป็นโอกาสของนักลงทุน ในการมาซื้อหาของถูก” น.ส.อิสรีย์ กล่าวแหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งเปิดเผยว่า ช่วงนี้มีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศจริง เพื่อเตรียมพร้อมเข้ามาซื้อหุ้น หากเข้ามาตอนนี้ก็ยังได้หุ้นราคาถูก จึงเห็นต่างชาติเข้าซื้อสุทธิ สวนทางกับปัญหาการเมือง
สาเหตุที่ต่างชาติยังเข้าซื้อหุ้นสุทธิ สะท้อนความมั่นใจได้ว่าประเทศไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ตกลงมากแล้ว ฉะนั้นจึงมีการช้อนซื้อกลับ เพราะหากเทียบราคาหุ้นในภูมิภาคนี้ ราคาหุ้นของไทยยังจูงใจนักลงทุนต่างประเทศ
“
ต่างประเทศยังเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ และเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง ช่วงนี้ยังน่าซื้อหุ้น” แหล่งข่าวกล่าว






