posttoday
การศึกษากฏหมายไทยสู่ประชาคมอาเซียน

การศึกษากฏหมายไทยสู่ประชาคมอาเซียน

01 สิงหาคม 2555

ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 สร้างความตื่นตัวในสังคม

โดย..ภัทระ ลิมป์ศิระ

ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 สร้างความตื่นตัวในสังคม ในการที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนให้เข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่ทว่าภาคส่วนใดไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ย่อมไม่อาจต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

อาเซียนก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ในปี 2510 โดยมีความมุ่งประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อรักษาความมั่นคงในภูมิภาคและต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยนโยบายการต่างประเทศที่เปลี่ยนไปของรัฐสมาชิกอาเซียน ทำให้พัฒนาการของอาเซียนแปรเปลี่ยนไปจากการมุ่งเน้นเรื่องการเมือง เพิ่มเรื่องด้านเศรษฐกิจ และเปิดรับรัฐสมาชิกเพิ่มเติม จากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มาร่วมมือกันเพื่อให้ภูมิภาคนี้เกิดความมั่นคงและความมั่งคั่ง

นอกจากนี้ จุดเปลี่ยนของอาเซียนที่สำคัญอีกประการ คือการประกาศใช้กฎบัตรอาเซียนในปี 2551 เปรียบเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่จะวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กร (Legal and Institutional framework) ของอาเซียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามหลักการ วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ที่ถูกรวบรวมในตราสารต่างๆ ของอาเซียน ให้เป็นระบบและมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนเพื่อรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2558 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้ โดยจะประกอบด้วย 3 เสาหลัก (Pillars) ได้แก่ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community : ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN SocioCultural Community : ASCC)

หลักการสำคัญของกฎบัตรอาเซียนมี 3 ประการ คือ

1.อาเซียนเป็นองค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล (Legal Personality) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ อาเซียนมีความสามารถในการกระทำการต่างๆ และเรียกร้องสิทธิของตนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และตามกฎหมายภายในของรัฐสมาชิก

2.อาเซียนเป็นองค์กรที่มีนิติกรรม (Rule of Law) กล่าวคือ การกระทำใดๆ ของอาเซียนต่อไป จะต้องมีกฎหมายรองรับ จึงทำให้การกระทำนั้นชอบด้วยกฎหมาย

3.อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (PeopleOriented) กล่าวคือ นโยบายต่างๆ ต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน มิใช่มาจากรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งที่มาของการกำหนดนโยบายยังต้องมาจากประชาชนเพื่อประชาชนเอง

จากหลักการสำคัญของกฎบัตรอาเซียน กฎหมายจึงมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของอาเซียนด้วยการใช้เป็นเครื่องมือในการก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้นในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกอาเซียน จึงส่งผลให้การศึกษากฎหมายของไทยย่อมต้องมีการพัฒนาการและเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนเป็นประชาคมอาเซียน

แนวคิดดั่งเดิมที่ประเทศไทยดำรงเอกราชในทางศาลและกระบวนการยุติธรรม มีบทบัญญัติให้ใช้กฎหมายไทยและภาษาไทยเป็นภาษาราชการ การศึกษากฎหมายจึงให้ความสำคัญต่อบทบัญญัติของกฎหมายไทยที่ใช้บังคับใช้ในราชอาณาจักรไทย ในส่วนของกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ผูกพัน ตราบใดที่ยังไม่มีกระบวนการแปลงกฎหมายระหว่างประเทศนั้นให้เป็นกฎหมายภายใน ซึ่งจำกัดแต่เพียงในส่วนของกฎหมายศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ

การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จึงนำไปสู่การพัฒนาการศึกษากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อตอบสนองต่อการรวมตัวกันของรัฐสมาชิก กฎหมายของอาเซียนจึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลผูกพันกับรัฐสมาชิกอาเซียน การศึกษากฎหมายจึงไม่อาจจำกัดแต่เพียงกฎหมายภายในเพียงอย่างเดียว เพราะกฎหมายในยุคนี้พรมแดนไม่อาจเป็นเครื่องมือขวางกั้นได้เสมอไป สภาพบังคับของกฎหมายอาเซียนจึงกระทบต่อประเทศในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น แนวทางการศึกษากฎหมายจึงต้องพัฒนาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีที่มุ่งวิชาที่นำไปสู่เนติบัณฑิต โดยไม่ให้ความสำคัญต่อกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายของชาติสมาชิกอาเซียนจึงไม่เพียงพอ เนื่องมาจากผลกระทบทางด้านกฎหมายของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนต่อไปในอนาคต คือ การทำข้อตกลงยอมรับวิชาชีพซึ่งกันและกัน (Mutual Recognition Agreement) อันเป็นการตอบสนองจุดมุ่งหมายในการเคลื่อนไหวของผู้ประกอบวิชาชีพอย่างเสรี ในอนาคตผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายในอาเซียน ก็จะสามารถประกอบวิชาชีพนี้ในประเทศต่างๆ ของอาเซียนได้ เพราะเมื่อได้มีการยอมรับมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพได้อย่างเท่าเทียมกันแล้ว โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการของอาเซียน

อาชีพบริการด้านกฎหมาย เช่น ทนายความที่ออกใบอนุญาตว่าความให้แก่คนสัญชาติไทยย่อมเปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบันมีนักศึกษากฎหมายที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเข้ามาเรียนกฎหมายในประเทศไทยมากเพิ่มขึ้น การสอบใบอนุญาตว่าความในอนาคตจึงไม่อาจจำกัดได้แต่เพียงคนสัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งการออกกฎระเบียบใดเพิ่มเติมต้องไม่ใช้เหตุผลทางด้านสัญชาติเป็นเหตุในการเลือกปฏิบัติอีกต่อไป

นอกจากนี้ ประเด็นข้อพิพาททางกฎหมายที่เกิดขึ้นหลังมีประชาคมอาเซียน ย่อมเพิ่มมากขึ้นตามการผลักดันให้รัฐสมาชิกมีการทำการค้าขายกันมากเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการผูกพันกันตามประชาคมความมั่นคง และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม หากปราศจากกฎเกณฑ์สากลที่ทำให้ประชาชนในอาเซียนยอมรับข้อขัดแย้งย่อมไปสามารถยุติได้โดยสงบสุข การศึกษาของศาลและอัยการจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกฎหมายต่างประเทศและระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่งด้วย เพื่อที่คำพิพากษาของศาลระหว่างรัฐสมาชิกอาเซียนต้องมาความสอดคล้องกัน เพราะความยุติธรรมต้องเสมอภาคกันในทุกพื้นที่ แนวคำพิพากษาของศาลจึงต้องพิจารณาความสอดคล้องกับแนวทางของอาเซียนด้วย

ในส่วนของนักวิชาการที่มุ่งเน้นศึกษากฎหมายเปรียบเทียบของชาติตะวันตกเป็นหลัก โดยเฉพาะชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสเป็นแม่แบบในการพัฒนากฎหมายภายในของประเทศไทย โดยละเลยการให้ความสำคัญต่อการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบระหว่างรัฐสมาชิกอาเซียนอย่างจริงจัง จึงต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดด้วยการเติมเต็มองค์ความรู้ของรัฐสมาชิกอาเซียน เพื่อแสวงหาแนวทางกฎหมายอาเซียนอย่างแท้จริงต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาและพัฒนาการทางด้านกฎหมาย เพื่อแสดงจุดยืนและอัตลักษณ์ของอาเซียน

ด้วยเหตุนี้บทบาทของคณะนิติศาสตร์จึงต้องเตรียมความพร้อมในการให้ความรู้แก่บัณฑิตในการประกอบวิชาชีพนักกฎหมายต่อไปในอนาคต ที่มีความรู้วิชาชีพกฎหมายให้สอดคล้องกับยุคประชาคมอาเซียนได้อย่างทัดเทียมกับรัฐสมาชิกอื่น หากการศึกษากฎหมายของไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงยึดติดกับเพียงกฎหมายภายใน เรียนรู้แต่ภาษาไทยและไม่ให้ความสำคัญต่อภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาทางการของอาเซียน นักกฎหมายไทยในอนาคตก็จะไม่สามารถที่จะใช้วิชาชีพตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ และช่องทางการให้บริการด้านกฎหมายก็จะตีบตันลง

การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยการปรับปรุงและพัฒนาการกฎหมายที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นก้าวเดินและนำพาให้ประเทศไทยสามารถมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง