
จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไทย-จุดเปลี่ยนประเทศ
วิกฤตไทย วิกฤตโลก ความเสี่ยงต่อสภาวะรัฐล้มเหลว
โดย...ประเวศ วะสี
1.วิกฤตไทย วิกฤตโลก ความเสี่ยงต่อสภาวะรัฐล้มเหลว
สังคมปัจจุบันเป็นระบบที่ซับซ้อน เชื่อมโยง เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยากต่อความเข้าใจและยากต่อการจัดการให้เกิดความก้าวหน้าอย่างสมดุล ประเทศไทยไม่มีสมรรถนะเพียงพอที่จะเผชิญความซับซ้อนและความยากของสังคมปัจจุบัน
สังคมไทยจึงวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ไม่สามารถรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจัดการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ไม่สามารถแก้ความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เป็นต้น ขณะที่วิกฤตโลกก็โหมกระหน่ำซ้ำเติมเข้ามาอีก เพราะความเชื่อมโยงเป็นโลกเดียวกัน
หนังสือที่เพิ่งออกใหม่โดย Joseph E. Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่ชื่อ “The Price of Inequality : How Today’s Divided Society Endangers Our Future” จะให้ภาพและรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างดี
ในเรื่องที่ยากและซับซ้อนต้องใช้ความรู้และปัญญา แต่สังคมไทยคิดเชิงอำนาจ มีระบบการเมืองการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ ซึ่งสนใจและมีความรู้น้อย ระบบรัฐที่มีความรู้น้อยจึงด้อยสมรรถนะ ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ เสี่ยงต่อการเกิดสภาวะรัฐล้มเหลว (Failed State) ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงทั่วทุกอณูของสังคมไทย
2.ความไม่มีศักยภาพในสภาพเดิม–จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไทย
สภาพเดิมคือ แนวคิดที่ฝังแน่นมานานว่า การศึกษาคือการสอน “วิชา” หรือการเอา “วิชา” เป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกันหรือสังคมเป็นตัวตั้ง ทำให้การศึกษาอยู่นอกสังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอทางปัญญา ไม่เข้าใจว่าสังคมมีปัญหาอะไร และมหาวิทยาลัยควรทำอะไร
ดังที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถทำงานทางนโยบายสาธารณะ ทั้งๆ ที่นโยบายสาธารณะมีความสำคัญต่อทุกอณูของประเทศ เช่น เรื่องทรัพยากรและพลังงาน อาจแก้ความยากจนทั้งประเทศเลย
3.การพัฒนาโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง– 1 มหาวิทยาลัย ต่อ 1 จังหวัด
ประเทศไทยพัฒนาโดยเอากรมเป็นตัวตั้ง จึงไม่สำเร็จ เพราะกรมแยกส่วนเป็นเรื่องๆ การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะกรมก็ดี สถาบันก็ดี วิชาก็ดี เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง
1 มหาวิทยาลัย ต่อ 1 จังหวัด หมายถึง การที่มหาวิทยาลัยทำงานกับพื้นที่ในแต่ละจังหวัดมีอย่างน้อยหนึ่งมหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมด้วย ในแต่ละจังหวัดโดยเฉลี่ยมีประมาณ 10 อำเภอ 100 ตำบล 1,000 หมู่บ้าน หมู่บ้านหรือชุมชนเป็นหน่วยย่อยทางสังคมที่เล็กและสำคัญที่สุด มีประชากรประมาณ 500–1,000 คน
ชุมชนเป็นฐานของประเทศ ถ้าชุมชนทั้งหมดเข้มแข็งทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย ประเทศไทยก็จะมั่นคง
ในแต่ละจังหวัดมีเพียงประมาณ 1,000 หมู่บ้าน จึงไม่เป็นการเหลือบ่ากว่าแรงมหาวิทยาลัยที่จะมีส่วนสนับสนุนให้ทั้งหมดเข้มแข็ง
4.กระบวนการชุมชน–หัวใจของการพัฒนา
ถ้าเข้าใจกระบวนการชุมชนจะทำงานง่ายและถูกต้องขึ้น กระบวนการชุมชนมีดังนี้
(1) สภาผู้นำชุมชนมีการรวมตัวของผู้นำชุมชน 40–50 คน ทั้งผู้นำที่เป็นทางการ คือ ผู้ใหญ่บ้าน 1 คน สมาชิกสภาตำบล 2 คน และผู้นำตามธรรมชาติ เช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ ครู พระ ศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นสภาผู้นำชุมชน
(2) สำรวจข้อมูลชุมชน สภาผู้นำชุมชนทำการสำรวจข้อมูลชุมชน เช่น ที่ดิน การใช้ที่ดิน อาชีพ สิ่งแวดล้อม สังคม ฯลฯ เดี๋ยวนี้บางชุมชนก้าวหน้าถึงมีการใช้จีไอเอสในการสำรวจด้วย ข้อมูลชุมชนเป็นฐานให้เกิดความคิด และใช้ทำแผนชุมชน
(3) ทำแผนชุมชน สภาผู้นำชุมชนใช้ข้อมูลชุมชนทำแผนชุมชน แผนชุมชนจะเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ
และตั้งเป้าหมายได้ เช่น ทางเศรษฐกิจจะต้องมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทางสังคมจะต้องเป็นสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน มีการสำรวจว่าใครอยู่ในข่ายจะถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น คนแก่ เด็กกำพร้า คนพิการ จัดให้มีอาสาสมัครดูแล มีกองทุนสวัสดิการ ในทางสิ่งแวดล้อมก็มีจะจัดการเรื่องดิน น้ำ ป่า อย่างไร เป็นต้น
(4) เสนอแผนต่อสภาประชาชน สภาประชาชน หมายถึง ที่ประชุมของคนทั้งชุมชน ซึ่งมีประมาณ 500–1,000 คน เนื่องจากคนไม่มากนัก ทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยตรง ประชาธิปไตยชุมชนจึงเป็นประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) ประชาธิปไตยทั้งสามระดับ ประชาธิปไตยชุมชนจึงมีคุณภาพมากที่สุด สภาประชาชนพิจารณาแผนชุมชน จะตัดทอนเพิ่มเติมอย่างไรก็แล้วแต่ ในที่สุดสภาประชาชนรับรองแผนชุมชน
(5) คนทั้งชุมชนร่วมขับเคลื่อนแผนชุมชน เมื่อแผนชุมชนเป็นแผนที่คนทั้งชุมชนมีส่วนร่วม เขาจึงเข้าใจและร่วมขับเคลื่อนได้ ถ้าเป็นแผนที่ทางราชการทำและยัดลงไปให้ เขาไม่เข้าใจ ได้แต่ทำตามที่ “ทางการเขาสั่งมาว่า” เมื่อคนทั้งชุมชนร่วมขับเคลื่อน การพัฒนาตามแผนทุกอย่างก็ดีขึ้นเป็นลำดับ
(6) เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ แผนชุมชนเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ จึงเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้ง 8 เรื่อง เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย กระบวนการเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัว และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive Learning Through Action) ของคนทั้งหมด การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติอันนำไปสู่ชีวิตและการอยู่ร่วมกันที่ดี เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การท่องวิชาแล้วทำอะไรไม่เป็น ถ้ากระบวนการชุมชนเกิดขึ้นเต็มประเทศ เราจะมีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของคนทั้งมวล เป็นการปฏิรูปการศึกษาไปในตัว
5.มหาวิทยาลัยกับจังหวัดจัดการตนเอง
ขณะนี้ประชาคมในหลายจังหวัดกำลังขับเคลื่อนเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง ถ้ามีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมด้วย การขับเคลื่อนก็จะมีพลังมากขึ้น ในแต่ละจังหวัดมีภาคส่วนและองค์กรต่างๆ เกี่ยวข้องจำนวนมาก กระบวนการขับเคลื่อนมีองค์ประกอบ ดังนี้
(1) จัดทำข้อมูลจังหวัด
(2) สร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมของทุกภาคส่วน
(3) ทำแผนพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ
(4) ประสานการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผน
(5) จัดการความรู้ คือ เรียนรู้จากความสำเร็จและต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น
(6) แสวงหาความสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอก
(7) ทำการสื่อสารทั้งภายในและภายนอก
(8) สังเคราะห์ประเด็นนโยบายและขับเคลื่อนการพัฒนานโยบาย
ในการนี้ต้องการศูนย์ประสานงานจังหวัดจัดการตนเอง ในการประสานงานทั้ง 8 เรื่อง ต้องการใช้ข้อมูลความรู้เป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยเป็นฐานทางวิชาการอยู่แล้ว จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมหรือเป็นศูนย์ประสานงาน
ในการนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจประเด็นนโยบายสาธารณะและเป็นพลังในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ถูกต้อง อันจะพาชาติออกจากวิกฤต
6.หนึ่งคณะวิชาต่อหนึ่งตำบล–หนึ่งบริษัทต่อหนึ่งตำบล
แม้เราพูดว่า 1 มหาวิทยาลัยต่อ 1 จังหวัด คณะวิชาจำนวนมากยังคิดว่า “คณะฉันไม่เกี่ยว” เพราะเอา “วิชา” เป็นตัวตั้ง แต่ถ้าเข้าใจกระบวนการชุมชนตามที่กล่าวในข้อ 4 ข้างต้น จะเห็นว่าใครๆ ก็เกี่ยวข้องได้ เพราะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นควรเป็นนโยบายสืบต่อจาก 1 มหาวิทยาลัย ต่อ 1 จังหวัด เป็น 1 คณะวิชา ต่อ 1 ตำบล
1 ตำบล ก็มีแค่ 10 หมู่บ้านเอง
ถ้าเข้าใจกระบวนการชุมชน บริษัทก็มีส่วนร่วมได้ทำนองเดียวกัน คือ 1 บริษัท ต่อ 1 ตำบล จุดแข็งของบริษัท คือ การจัดการ ซึ่งเป็นที่ต้องการในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น
7.ความเข้มแข็งทางวิชาการ
การที่มหาวิทยาลัยไปทำงานกับพื้นที่มิใช่ว่าจะละทิ้งความเข้มแข็งทางวิชาการ แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยก็ยังอ่อนแอทางวิชาการ เหตุหนึ่งก็เพราะภาระหนักเกินในการสอนนักศึกษาจำนวนมากที่เข้ามาสู่มหาวิทยาลัย เพราะต้องการได้ปริญญา ในการสร้างความเข้มแข็งของการพัฒนาอย่างบูรณาการใน 8,๐๐๐ ตำบล 8 หมื่นหมู่บ้าน
เต็มพื้นที่ประเทศไทยตามที่กล่าวมานี้ คนเกือบทั้งหมดจะค้นพบคุณค่าของการเรียนรู้ใหม่ นั่นคือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติที่ทำให้ชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมพัฒนาอย่างบูรณาการ







