
ชำแหละแก้รายมาตรา สลายขวากหนาม'เพื่อไทย'
มองความเป็นไปได้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ในเวลานี้พรรคเพื่อไทยน่าจะเลือกใช้วิธีการแก้ไขรายมาตรามากที่สุด
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
มองความเป็นไปได้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ในเวลานี้พรรคเพื่อไทยน่าจะเลือกใช้วิธีการแก้ไขรายมาตรามากที่สุด เนื่องจากง่ายต่อการคุมเสียงในรัฐสภา ถึงฝ่ายค้านจะเป็นก้างขวางคออยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรงที่จะผลักดันให้การแก้ไขประสบความสำเร็จได้ เว้นเสียจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเป็นตัวแปร
ขณะเดียวกัน ลงลึกในแก่นความคิดของพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญพุ่งเป้าไม่กี่ประเด็นเท่านั้น เพราะเพียงต้องการรื้อมรดกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บางส่วนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นอุปสรรคสำหรับรัฐบาลและพรรคเท่านั้น ซึ่งฝังอยู่เป็นลายลักษณ์อักษรในหลายมาตรา จึงมีความจำเป็นน้อยมาก หากจะใช้วิธีการแก้ทั้งฉบับ
โดยรายมาตราที่เป็นเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยมีด้วยกันดังนี้
มาตรา 68 เดิมไม่ได้เป็นเป้าหมายใหญ่ของพรรคเพื่อไทยมากนัก แต่เมื่อมีคดีล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไปหมาดๆ แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะรอดจากการยุบพรรคได้อย่างสวยงาม แต่ในระยะยาวย่อมจะเป็นหอกข้างแคร่แน่นอน
ปัญหาคือ มาตรานี้เปิดช่องให้มีการพิจารณาคดียุบพรรคง่ายเกินไป เพราะสามารถอ้างข้อหาล้มล้างการปกครองและยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรง ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงในจุดนี้ โดยแก้ไขจำกัดอำนาจการฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องผ่านการใช้ดุลพินิจของอัยการสูงสุดเท่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะรับฟ้องเองจากประชาชนโดยตรงไม่ได้
มาตรา 309 บทบัญญัติรองรับอำนาจ คมช.นี้ ถือเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่ช่วยให้บุคคลที่ร่วมก่อการรัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ยังสามารถมีที่ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง โดยถ้าสามารถแก้ไขถ้อยคำหรือยกเลิกบทบัญญัตินี้ได้ ก็อาจนำไปสู่การตีความว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหารได้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นคดียึดทรัพย์และคดีอาญาเป็นโมฆะหรือไม่
หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่า ได้ปลดโซ่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยแบบมีเงินเต็มกระเป๋า แต่การแก้ประเด็นก็มีจุดเสี่ยงทางการเมืองเป็นอย่างมาก กลายเป็นคำถามสำคัญว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมจะเผชิญหน้ากับแนวรบของฝ่ายต่อต้านหรือยัง
มาตรา 237 พรรคเพื่อไทยจองกฐินจะรื้อมาตรานี้มานานแล้ว โดยเห็นว่าการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเพียงเพราะกรรมการบริหารพรรคได้ใบแดงไม่มีความชอบธรรม ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปพรรคเพื่อไทยไม่พ้นถูกยุบพรรคแน่นอน
อย่างไรก็ดี การปรับเนื้อหามาตรานี้คงแก้เป็นการตัดสิทธิการเมืองเฉพาะผู้กระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งพรรคเพื่อไทยคิดว่าสังคมคงพอรับได้
มาตรา 190 ถึงจะไม่มีเนื้อหาให้คุณให้โทษกับพรรคเพื่อไทยมากนัก เพราะระยะหลังมาตราดังกล่าวไม่ได้ออกฤทธิ์ใส่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มากนัก เพราะถึงทุกเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศที่อาจมีผลผูกพันกับไทยต้องผ่านรัฐสภา แต่ที่ผ่านมารัฐสภาได้มีมติเห็นชอบตลอด ซึ่งรวมไปถึงฝ่ายค้านด้วย ดังนั้นการแก้ไขคงตัดเฉพาะอำนาจการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น
วุฒิสภา ปฏิเสธไม่ได้ว่า สว.สรรหาในปัจจุบันเป็นหนึ่งในหนามตำใจของรัฐบาล เพราะที่มาของ สว.กลุ่มนี้มาจากการคัดเลือกของตัวแทนองค์กรตามรัฐธรรมนูญและศาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยเชื่อโดยสนิทใจว่าคณะบุคคลให้กำเนิด สว.สรรหาล้วนมีอคติกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แทบทั้งสิ้น
จึงเป็นไปได้ว่า วุฒิสภาในอนาคตภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด โดยยกข้ออ้างว่า “วุฒิสภาต้องมีที่มาเชื่อมโยงประชาชน” เมื่อมาจากการเลือกตั้ง เท่ากับต้องมาอิงฐานเสียงพรรคการเมืองโดยปริยายเหมือนกับวุฒิสภาตั้งแต่ปี 2543 ตามรัฐธรรมนูญ 2540
ศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นเป้าหมายใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาคีย์แมนในพรรคที่แวดล้อม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แสดงท่าทีต่อสาธารณะหลายครั้งว่าสมควรเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมบนวาทกรรม “ศาลต้องมีมิติเชื่อมโยงประชาชน”
กระบวนการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับศาลในความหมายของพรรคเพื่อไทยคือ การตัดอำนาจศาลให้น้อยลงผ่านหลายรูปแบบ อาทิ ยุบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใต้ข้ออ้างว่า การตัดสินด้วยระบบศาลเดียวไม่มีความชอบธรรม โดยให้ใช้ระบบศาลยุติธรรม (ชั้นต้น-อุทธรณ์-ฎีกา) แทน หรือยกเลิกระบบศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเพียงแผนกหนึ่งในศาลฎีกาเท่านั้น
ส่วนองค์กรตามรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และอัยการ ต้องเข้าสู่โหมดการเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่ตำแหน่งเช่นกัน
ทั้งนี้ ในส่วนของอัยการไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ให้โทษแก่รัฐบาลเท่าไหร่นัก แต่องค์กรอื่นๆ ไม่น่าจะรอดไปได้
ระบบการสรรหาบุคคลมานั่งในตำแหน่งเหล่านี้ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน และประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 1 คน รวมทั้งหมด 5 คน และส่งให้วุฒิสภาพิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาเสนอไปตามจำนวนหรือไม่เท่านั้น
จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบคณะกรรมการสรรหามีโควตาฝ่ายการเมืองเพียง 2 คน แบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างละ 1 คน ไม่ง่ายเลยที่พรรคเพื่อไทยจะเข้าไปเจ๊าะแจ๊ะองค์กรอิสระ เพราะมีกรรมการสรรหาจากศาลถึง 2 คน
ถ้าพรรคเพื่อไทยเลือกที่จะแก้ไขเรื่องนี้ อาจทำเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้วุฒิสภามีความชอบธรรมในการให้ความเห็นชอบมากขึ้น กล่าวคือ อาจแก้ให้คณะกรรมการสรรหาต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในลักษณะของบัญชีรายชื่อ
เช่น ในกรณีของ ป.ป.ช. คณะกรรมการสรรหาต้องเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งจำนวน 18 คน เพื่อให้วุฒิสภาคัดเลือก 9 คน ตามจำนวนที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ เป็นต้น จากเดิมกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อบุคคลตามจำนวนที่กำหนดในรัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยวุฒิสภาไม่มีสิทธิเลือก มีหน้าที่เพียงจะเห็นด้วยหรือไม่เท่านั้น
ที่สุดแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราจะสำเร็จหรือไม่คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงในสภา แต่อยู่ที่เสียงของประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยทำเพื่อตัวเองหรือทำเพื่อส่วนรวม







