
"จะติดคุกอีกก็ไม่เป็นไร"
ส่วนประโยคสั่งลาครอบครัว ก่อแก้ว ขยายความว่า “การต่อสู้ของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เราใช้แนวทางสันติวิธี
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, ชุษณ์วัฎ ตันวานิช
นาทีนี้ ก่อแก้ว พิกุลทอง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดงสายพิราบ ได้กลายเป็นสายล่อฟ้าไปโดยปริยาย ภายหลังตัดสินใจเล่นบทบู๊เดินหน้าถล่มศาลรัฐธรรมนูญไม่ยั้ง ถึงขั้นขู่ถ้าตัดสินว่าการแก้รัฐธรรมนูญนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง บ้านเมืองจะปั่นป่วน และจับตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนศาลอาญาได้ประชุมเตรียมพิจารณาถอนประกันตัว ก่อแก้ว ในเดือน ส.ค.นี้
ก่อแก้ว ออกตัวในการเปิดใจครั้งนี้ว่า “ที่จริงผมก็ยังเป็นสายพิราบเหมือนเดิมนะ ไม่ได้ชอบทะเลาะอะไรกับใคร ถ้าคุณเป็นฮาร์ดคอร์คุณอาจได้ความสะใจ ได้แรงหนุนจากมวลชนกลุ่มหนึ่ง แต่ส่วนหนึ่งคุณจะมีศัตรูเพิ่มขึ้น ชีวิตผมไม่ต้องการมีศัตรู ผมต้องการมีความสุข
“ผมไม่ได้เป็นฮาร์ดคอร์ แต่ต้องการแสดงจุดยืนอย่างแข็งขันในเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนเสื้อแดงเสียสละมามากแล้ว ถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ มันเป็นจุดยืนเดียวที่พวกผมยอมไม่ได้ เรื่องอื่นยังพอเจรจากันได้ แต่เรื่องรัฐธรรมนูญเรียนตามตรงไม่แก้ไม่ได้”
เมื่อถามว่า เงื่อนไขเมื่อครั้งศาลอาญามีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว เพราะได้ยื่นประกันตัวในข้อหาก่อการร้ายมีอะไรบ้าง? ก่อแก้ว บอกว่า “ห้ามออกนอกประเทศ ต้องไม่ก่อความวุ่นวายถึงขั้นเป็นอันตรายต่อสังคม ปลุกระดมมวลชนก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อสังคม ทั้งหมดผมชี้แจงต่อศาลได้”
ที่ผ่านมาถือว่าเป็นการยั่วยุหรือไม่?
ก่อแก้ว ยืนยันว่า “ไม่ได้เป็นการยั่วยุ...ข่าวที่ออกมาว่าผมไปข่มขู่ศาล จริงๆ ไม่ใช่เลย เพราะผมได้บอกกับมวลชนแล้วว่าอย่าไปศาล ใครชวนก็อย่าไป ไปอยู่ตรงนั้นไม่ว่าจะมีกี่คนก็ถูกกล่าวหาว่าไปกดดัน เราไม่อยากไปกดดันศาล ผมรู้อารมณ์ความรู้สึกคน...หากข่มขู่ศาลจริง ต้องมีการปลุกระดมให้คนไปแล้ว”
จากนั้นเจ้าตัวได้ขยายความถึงสองประโยคที่เป็นประเด็น คือ “จับกุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ให้มวลชนสั่งลาครอบครัวเพื่อพร้อมรบแบบแตกหัก”
“เวอร์ชันเต็มมันเป็นแบบนี้...กรณีเลวร้ายสุดคือวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ถ้าล้มล้างการปกครองจริงเนี่ย หมายถึงจะมีการถอดถอน สส. สว. 416 คน แล้วตามมาด้วยการถอดถอนรัฐบาลและการดำเนินคดีทั้งหมด การดำเนินคดีมันมีข้อหาเดียว คือ ข้อหากบฏ โทษถึงประหารชีวิต เรื่องนี้ร้ายแรงมาก เพราะไม่มีมูลข้อเท็จจริง
...ผมเลยบอกว่า ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นผมเชื่อว่าจะมีคนไปแจ้งความว่าศาลเป็นผู้ก่อกบฏเสียเอง เพราะศาลใช้อำนาจล้มล้างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ คนต้องไปแจ้งความตอบโต้ศาล ซึ่งก่อนที่ผมจะแถลงข่าวในประเด็นนี้ ก็มีคนแจ้งความจับศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลมีคำสั่งล้มฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ คนที่จะโต้กลับก็ต้องโต้ว่าศาลเป็นกบฏเสียเอง ถูกหรือไม่ ถ้าคนแจ้งความก็ต้องแจ้งข้อหาหนักเช่นกัน เพื่อตอบโต้ความหนักต่อหนัก และผมเชื่ออีกว่าแบบนี้คนจะรับไม่ได้ เป็นความเก็บกดที่เป็นชั้นๆ ตั้งแต่เรื่องสองมาตรฐาน
...คนอื่นอยู่ภายนอกจะไม่เข้าใจเลยครับ ความรู้สึกตรงนี้ของคนจำนวนไม่น้อยยังสะสมอยู่ และวันนี้มีปรากฏการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญผิดปกติ สอดคล้องกับข่าวล็อบบี้ สส.และ สว. ไปโม้กันว่าจะได้เป็นรัฐบาลแล้ว ข่าวมันสอดรับกัน คนเลยกลัวว่าจะทำอะไรกันอีกแล้ว ดังนั้นอารมณ์ความรู้สึกที่ยังคุกรุ่นอยู่ คนมันก็พร้อมจะออกมา
...เวลาเราไปปราศรัยที่ไหนก็มีคนมาบอกเราว่า ก่อแก้ว วันนี้มันต้องเอาให้ไปข้างหนึ่งแล้วมันไม่ไหวแบบนี้ คนบางคนมาบอกอีกว่าแบบนี้ต้องจับศาล ถ้าไม่จับเดี๋ยวประชาชนจะไปจับเองแล้ว อะไรประเภทนี้ เราได้ยินได้ฟัง”
ส่วนประโยคสั่งลาครอบครัว ก่อแก้ว ขยายความว่า “การต่อสู้ของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เราใช้แนวทางสันติวิธี ซึ่งถ้าใช้สันติวิธีต้องใช้เวลานาน 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ คนมาชุมนุมกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญลาออก คิดว่าศาลจะลาออกได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ ต้องใช้เวลากดดันปิดล้อมปราศรัยโจมตีให้ข้อเท็จจริงจนกว่าศาลจะอายมันไม่ง่าย ใช้เวลาเป็นเดือนๆ และผมไม่มั่นใจว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วมั้ย ถ้ารัฐบาลยอม ฝ่ายนิติบัญญัติยอม หมายถึงว่า สส.พรรคเพื่อไทยไปทั้งหมด มีแต่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ผมถึงบอกว่าต้องร่ำลาครอบครัว เพราะต้องมาชุมนุมนาน”
ข้อสังเกตประการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ทำไมระยะหลัง สส.ก่อแก้วถึงสวมบทหัวหมู่ทะลวงฟันทั้งที่บทนี้ควรเป็นของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือ จตุพร พรหมพันธุ์
แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รายนี้ อธิบายว่า “วันนี้ณัฐวุฒิเป็นรัฐมนตรี เขาก็เหมือนต้องลดโทนตัวเองลง ส่วนคุณจตุพรที่ผ่านมาเรียกว่าเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันมีแผลเยอะ พอมีแผลก็มีคดีเยอะ ฝ่ายตรงข้ามก็ตั้งป้อมต้านกัน...มาวันนี้พวกผมเลยบอกว่าคุณจตุพรลดโทนลงหน่อยแล้วกัน เพราะคุณจตุพรเวลาแถลงข่าวหน้าตาดุ เสียงแกก็ดุ ทั้งที่จริงๆ แล้วแกเป็นคนมีเหตุมีผล ถ้าเป็นรัฐมนตรีก็คงออกมาไม่ได้อีก คงต้องสงบปากสงบคำเหมือนคุณณัฐวุฒิ
ดังนั้น สองคนนี้มันถูกสถานการณ์บีบให้ลดโทนลง จึงเป็นภาระของผมหรือหมอเหวงที่ต้องออกมาแสดงจุดยืนให้มวลชนที่ร่วมต่อสู้กันมาให้เห็นว่าพวกผมไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน เพราะในช่วงที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่พี่น้องเสื้อแดงเรียกร้อง แต่มีหลายเรื่องที่ไม่ทันใจหรือเราไม่ออกมาพูด ไปถูกด่าในเว็บไซต์บ้างว่าพวกผมเปลี่ยนไปแล้ว ได้หน้าลืมหลัง”
“ก่อแก้ว” ทิ้งท้ายการสนทนากับคำถามที่ว่า ถ้าต้องการเข้าคุกอีกจะทำอย่างไร
“ไม่ได้ห่วงเลย อะไรที่เราบริสุทธิ์ใจก็ไม่ต้องกลัวแล้ว และถ้าคุณบริสุทธิ์ใจและต้องถูกตำหนิก็ไม่เป็นไร หรือถ้าคุณต้องติดคุกก็ไม่เป็นไร คุณรู้ตัวเองว่าที่คุณทำเพื่อประเทศนี้ วันนี้มันก้าวข้ามทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว สิ่งที่คนกลัวที่สุดคือความตาย พอคุณก้าวข้ามจุดนั้นมา ที่เหลือคุณก็เฉยๆ กับมัน”
“มันเฉยๆ นะ มันเป็นความชาชินไปแล้ว เอาไงก็เอา บางเรื่องอารมณ์คนถ้าถึงจุดเดือดมันจะเลยขีด ก้าวข้ามความกลัว แล้ววันนี้เสื้อแดงจำนวนมากก้าวข้ามจุดนั้น อะไรจะเกิดเขาก็พร้อมจะเกิด นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัว และสิ่งที่น่ากลัวว่าถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นปั๊บแกนนำถูกจับกุมทั้งหมดแล้ว ถ้าเหลือแต่มวลชนไม่มีคนคุมมันอันตราย เพราะว่าคุณไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ม็อบทุกม็อบ มวลชนทุกมวลชนต้องมีแกนนำไว้คอยประสานงาน ผมก็ห่วงว่าถ้าการเมืองเล่นกันแรงอย่างนี้ เล่นทุกเรื่อง สุดท้ายมันจะนำไปสู่จุดที่เผชิญหน้ากัน”







