
รายงานพิเศษ:อาวุธชีวภาพ"อึ-ปลาร้า"อันตรายถึงขั้นตาบอด
ทั้งสองชนิดถ้าปาถูกบริเวณใบหน้าหรือดวงตาโดยตรง ก็มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียได้มาก
ทั้งสองชนิดถ้าปาถูกบริเวณใบหน้าหรือดวงตาโดยตรง ก็มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียได้มาก
เริ่มตั้งแต่มีเหตุการณ์ที่นายคำทอง สามารถ อายุ 56 ปี ชาวจ.นครพนม ดันโด้นนั่งรถทัวร์จากนครพนมมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อนำอึ(วัว) ไปปาใส่บ้านพักของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถวซอยสุขุมวิท 31 ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่9 มี.ค.ที่ผ่านมา หลายฝ่ายโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความเรียบร้อยของการชุมนุม กระทั่งตัวนายกอภิสิทธิ์เองก็เริ่มเครียด กับการใช้สิ่งปฏิกูลมาปรับเป็นอาวุธชีวภาพ หรือ อาวุธเชื้อโรค (Biological Weapons) เพื่อก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย เพราะการถูกปาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แล้ว
และยิ่งแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เองก็ประกาศว่าอาจจะใช้อวุธชีวภาพ ที่หาได้ไม่อยาก ในกลุ่มผู้ชุมนุม อาทิ อึ ปลาร้า ฯลฯ มาปรับเป็นอาวุธในการต่อสู้ด้วย ถ้าถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายรุนแรง หรืออยู่ในภาวะเข้าตาจน สถานการณ์เช่นว่านี้ ก็ยิ่งสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความเรียบร้อยการชุมนุมได้อีกไม่น้อย
แต่จากการสอบถามในเบื้องต้นจาก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขานุการ นปช. ถึงการใช้ยุทธวิธีปา อึ และปลาร้า ว่าจะมีการนำมาใช้จริงหรือไม่ หรือเตรียมการไว้อย่างไรบ้าง นายณัฐวุฒิ บอกว่าจริงๆเรื่องนี้ไม่ได้มีการเตรียมการไว้โดยตรง เป็นเพียงคำขู่ ไปตามสถานการณ์ ว่าถ้าจำเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมอาจจะหยิบการต่อสู้ลักษระนี้มาใช้บ้างเท่านั้น ไม่ได้มุ่งมั่นว่าจะต้องใช้ไปทำร้ายใครจริงๆ คำยืนยันในเบื้องต้นจากนายณัฐวุฒิ หนึ่งแกนนำ นปช.คงทำให้หลายฝ่ายสบายใจขึ้นมาบ้าง...
อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นเพียงคำขู่ของผู้ชุมนุม แต่ถ้าไปเจาะลึกไปในรายละเอียดความร้ายแรงของอาวุธชีวภาพ ทั้ง 2 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาร้า หรือ อึ แล้ว ถือว่าอันตรายไม่น้อยที่เดียว...!!!
จากการสอบถามความเห็นของ นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าการใช้สิ่งของธรรมดาที่ไม่ธรรมดามาเปลี่ยนเป็นอาวุธแล้วละด็มีอันตรายไม่น้อยเลย
โดย นพ.สุวัช กล่าวว่า หากกลุ่มผู้ชุมนุมจะใช้ปลาร้า หรือ อุจจาระ ก็ถือว่ามีอันตรายอยู่พอสมควร อย่างกรณีของปลาร้า ถ้าสมมุติถูกปาเข้าที่บริเวณใบหน้า ก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ใน 2 ส่วน คือ 1.อันตรายจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะปลาร้าเกิดจากหมัก และยิ่งถ้าหมักไม่สะอาด ก็จะยิ่งมีเชื้อเบคทีเรีย ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสพได้ง่าย หากปาเข้าไปถูกบริเวณใบหน้าหรือดวงตา อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของดวงตา และถ้าอักเสพเรื้อรังรุนแรง อาจส่งผลให้เกิดอักเสพรุนแรง กระทั้งตาบอดได้ และ 2. จากลักษณะของปลาร้า คือ จะมีก้างปลา เงี่ยงปลา คีบปลา ฯลฯ ที่สามารถทิ่มแทงใบหน้าหรือดวงตาได้ ถ้าถูกปาอย่างรุนแรงกระทบใบหน้าอย่างจังแล้วถูกดวงตา ก็อาจไปทิ่มทะลุกระจกตา หรือ ม่านตา ซึ่งกรณีนี้ถ้าถูกปาแรงๆ เข้ารับการรักษาจากจักษุแพทย์ไม่ทัน ก็่งผลให้ตาบอดได้เช่นกัน
ส่วนกรณีของอันตรายจากอุจจาระ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคจำนวนมาก ถ้าปาถูกบริเวณใบหน้าหรือดวงตาโดยตรง ก็มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียได้มากเช่นกัน ดังนั้นอุจจาระก็ทำให้เกิดการอักเสพและการระคายเคืองและอักเสพ กระทั่งตาบอดได้เช่นกัน ที่สำคัญยังสกปรก มีกลิ่นเหม็นรบกวนด้วย ดังนั้น้าเป็นไปได้ขอร้องอย่าให้ทุกฝ่ายนำมาใช้เป็นอาวุธทำร้ายกันเลย
"แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรป้องกันในเบื้องต้น ถ้ากลุ่มผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่พลาดพลั้งถูกปาด้วยสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ เข้าดวงตา หรือ ใบหน้าจริง ๆ ก็ให้รีบล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า หรือกรณีปวดแสบปวดร้อนในดวงตา ก็ต้องรีบนำส่งจักษุแพทย์ทันที เพราะสิ่งเหล่านี้ รุนแรงุงขั้นตาบอดได้ ไม่ควรประมาท" นพ.สุวิช กล่าว
ด้าน นพ.ฐาปานวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า อันตรายที่เกิดจากอุจาระ ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคล้วนๆ มีกลิ่นเหม็นมาก หากเข้าตาจะทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้ทันที หรือถ้าสูดดมกลิ่นเข้าไปมากๆ ก็ส่งผลให้ปอดอักเสบได้ หรือ พลาดพลั้งกลืนเข้าไปหลบไม่ทันก็อาจจะไปไปทำให้ลำใส้ หรือกระเพาะอักเสบ ทำให้ท้องเสียได้ด้วย หรือกรณีที่ปาเข้าหน้าก็อาจจะทำให้เลือดออกในม่านตา หรือที่เรียกว่า HYPHEMA ได้ ซึ่งกรณีรุนแรงอักเสพถึงช่องม่านตาดำ ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาทันที เพราะถ้าปล่อยไว้ก็ตาบอดได้
หรือ อีกกรณีการปาแรงๆไม่ว่าจะถุงอึ หรือ ถุงปลาร้า เข้าที่หน้าอาจจะทำให้ประสาทตาฝ่อได้ ซึ่งอาการลักษณะนี้ จะเหมือนถูกกำปั้นชกเข้าที่หน้าแรงๆ ทำให้เส้นเลือดฝอยแตก เพิ่มความดันให้ลูกตา นำไปสู่การเกิดต้อหิน หรือ ปล่อยรื้อรังไม่ทำการรักษาเลือด ซึ่งประกอบด้วยเหล็กจะซึมเข้าช่องม่านตา เกิดเป้นฝีสนิมได้ ซึ่งถ้าเป็นฝีสนิมต้องนอนโรงพยาลาบทำการรักษาประมาณ 7-8 วัน เพื่อทำการผ่าตัดเอาเลือดออก เพราะถ้าปล่อยไว้จะทำให้ตาดำเป็นสีน้ำตาล กระทั่งเรื้อรังก็ทำให้ตาบอดได้
"กรณีเอามาใช้ในการชุมนุมคงไม่เอาปลาร้าดีๆ อย่างปลากระดี่ตัดหัวเรียบร้อยมาปากันแน่ๆ คงเป็นปลาร้าจากปลาเบญจพรรณ ที่หลากหลายชนิด ซึ่งมีทั้งเงี่ยง ก้าง คีบ คมของสิ่งเหล่านี้ก็อันตรายเช่นถ้าถูกที่ใบหน้า หรือดวงตา และโอกาสติดเชื้อจากปลาร้าที่เป็นของหมัก มีความเค็ม เพราะปลาร้าส่วนใหญ่คงหมักเป็นเดือนขชึ้นไป ก็ทำให้ตาอักเสพเรื้อรังถึงขั้นตาบอดได้ หรือกรณีที่เงี่ยงทิ่มถูกดวงตา ก็อาจจะทำให้ติดเชื้อ ตาทะลุ บอดได้เช่นกัน คนไข้ที่ประสบเหตุการรณ์เช่นนี้ต้องนำส่งโรงพยาบาล พบจักษุแพยท์ทันที ฉะนั้นไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่ควรนำมาใช้เป็นอาวุธ" นพ.ฐาปานวงศ์กล่าวเตือน
อันตรายจากอาวธชีวภาพนี้จะแสดงแสนยานุภาพให้ประจักษ์หรือไม่ ยังต้องลุ้นกันต่อไป เพราะการชุมนุมพึ่งจะเริ่มต้นได้เพียงไม่กี่วัน ยังไม่มีใครคาดการร์สถานการร์ล่วงหน้าได้ แต่โล่งใจได้ระดับหนึ่งเพราะเจ้ากหน้าที่สกัดการนำปลาร้าเข้ามาได้ระดับหนึ่ง แต่ระยะเวลาจากนี้ไปก็ต้องลุ้นกันว่าให้กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.จะงัดอาวุธร้ายแรงนี้มาใช้จริงหรือไม่
แต่สาธุ...ขอให้เป็นเพียงคำขู่ อย่างที่นายณัฐวุฒิชี้แจงทีเถอะ...เพราะสังคมคงจิตนาการอานุภาพความร้ายแรงอาวุธชนิดนี้ได้บ้างแล้วว่ารุนแรงแค่ไหน!!!







