
นิติราษฏร์ยุเพื่อไทย "ต้องใจถึง"
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กลุ่มนิติราษฎร์เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการขยายอำนาจออกไปเกินกว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งศาลกระทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง นอกจากนี้ ที่มาของศาลก็ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ฉะนั้นจะรณรงค์เพื่อนำรายชื่อประชาชน 5 หมื่นรายชื่อ เสนอยุบศาลรัฐธรรมนูญ
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กลุ่มนิติราษฎร์เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการขยายอำนาจออกไปเกินกว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งศาลกระทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง นอกจากนี้ ที่มาของศาลก็ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ฉะนั้นจะรณรงค์เพื่อนำรายชื่อประชาชน 5 หมื่นรายชื่อ เสนอยุบศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ วรเจตน์ ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยังค่อนข้างสับสนมึนงง และเห็นว่า ขณะนี้มีการเสนอ 5 แนวทางต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
1.เปิดสภา นำญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภา เดินหน้าลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ต่อไป
2.รัฐสภายอมถอยให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมวาระ 3 ตกไป โดยเรียกประชุมสภาแล้วลงมติให้เสียงเห็นชอบไม่ถึงเกณฑ์
3.ชะลอการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ออกไป เพื่อทำประชามติว่าจะแก้ทั้งฉบับหรือไม่ หากผ่านจึงแก้ไขต่อไป
4.ปล่อยไปแบบนี้ โดยเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มเติมตามแนวทางของคณะนิติราษฎร์ ด้วยการเสนอเปลี่ยนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยตุลาการรัฐธรรมนูญ
5.ไม่ทำอะไร ปล่อยการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ตกไปทั้งหมด แล้วยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ รวมถึงแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งคำนวณดูแล้วอาจจะใช้เวลาประมาณสองชาติภพ
“ในบรรดาทุกแนวทาง เรื่องที่สอดคล้องอำนาจของประชาชนมากที่สุด คือแนวทางที่ 1 คือเปิดสภา นั่นคือ เดินหน้าโหวตวาระ 3 ต่อ อย่างไรก็ตาม ต่อไปนี้รัฐบาลทำอะไรก็โดยคนอีกกลุ่มร้องว่าขัดกับรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว” วรเจตน์ กล่าว
แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ยังระบุว่า เหตุผลที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต้องการปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื่องจากเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย สว. และอำนาจตุลาการ ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีที่มาจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะมาจากประชาชน 77 คน รวมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐสภาเป็นผู้เลือก 22 คน ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่มั่นใจในอนาคต
“แล้วมาบอกว่ากระบวนการเป็นเผด็จการรัฐสภา ผมก็อยากถามว่าเราจะเอาเผด็จการเสียงข้างน้อยหรือในอุดมคติ เสียงที่ต้องเป็นมติคือเสียงเอกฉันท์ของประชาชนทุกคน แต่ในโลกความเป็นจริง สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือคะแนนเสียงข้างมาก คนที่ไม่เห็นด้วยขอให้ลองดูก่อนว่ามันจะตายไหม สิ่งแรกที่ต้องทำควรเดินหน้าวาระ 3 แต่ถ้าหากใจไม่ถึง เราก็เสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญแทนได้ไหม แต่ถ้าใจไม่ถึงอีก ก็ปล่อยพวกคุณละกัน” วรเจตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม วรเจตน์ กล่าวว่า จำเป็นต้องมีคนใช้อำนาจเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องสร้างองค์กรใหม่ขึ้นมาทดแทน ภายใต้ชื่อ “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” โดยโอนอำนาจจากศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีทั้งหมดไปไว้ในคณะตุลาการชุดนี้ ซึ่งการล่ารายชื่อประชาชน 5 หมื่นคนจะมีหลักการตั้งคณะตุลาการชุดนี้รวมอยู่ด้วย
วรเจตน์ กล่าวว่า หากรัฐบาลจะเลือกให้มีการประชามติเพื่อถามว่าแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น การลงประชามติหนึ่งครั้งก็เสีย 2,000 ล้านบาท และยังต้องทำประชามติเมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วอีกครั้ง รวม 2 ครั้งก็ 4,000 ล้านบาท สำหรับทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถามว่าคุ้มหรือไม่
ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ระบุว่า เหตุที่ต้องเปลี่ยนชื่อจากศาลรัฐธรรมนูญเป็นคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคำว่าศาลรัฐธรรมนูญถูกตุลาการชุดปัจจุบันทำให้เสียหาย จึงต้องคิดคำใหม่ขึ้นมา โดยมีพันธกิจ ได้แก่ 1.ต้องพิทักษ์ประชาธิปไตยและนิติรัฐ 2.รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ 3.การใช้อำนาจต้องคำนึงถึงอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย
ปิยบุตร กล่าวว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ จะลดจำนวนคณะตุลาการให้เหลือ 8 คน โดยหากจะลงมติคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก ต้องชนะมากกว่า 2 เสียงขึ้นไป หรือเสมอกัน 4 ต่อ 4 ก็ให้ยกคำร้องไป โดยสัดส่วนทั้งหมดกำหนดให้ สส.เลือกตุลาการ 3 คน สว.เลือก 2 คน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เลือก 3 คน ทั้งนี้เหตุที่ให้ สว.เลือกเพียงแค่ 2 คน เนื่องจากครึ่งหนึ่งของ สว.มาจากการแต่งตั้ง
“วิธีการเลือกจะกำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาคัดเลือกตามสัดส่วน แล้วให้ที่ประชุมลงมติเลือก ขณะที่สัดส่วน ครม.นั้นกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อ และให้ ครม.ลงมติ โดยกำหนดให้อย่างน้อย 1 คน ที่มาจาก สส.และ สว. ต้องเคยเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือตุลาการศาลปกครองสุงสุด และตุลาการทั้งหมดจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐธรรมนูญ” ปิยบุตร กล่าว
ส่วนลักษณะต้องห้ามนั้น ต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน และห้ามบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 และในประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทุกฉบับ และห้ามประกอบอาชีพอื่น ทั้งนี้ ห้ามตุลาการชุดนี้กระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวาง หรือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยคณะตุลาการชุดนี้จะมีวาระ 7 ปี







