posttoday
เอสเอ็มอีเคว้ง นโยบายลงทุนประสานงา

เอสเอ็มอีเคว้ง นโยบายลงทุนประสานงา

11 กรกฎาคม 2555

การส่งเสริมนักลงทุนไทยไปลงทุนนอกประเทศ เป็นนโยบายที่พูดกันมานาน แต่กลับมีความก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้า

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การส่งเสริมนักลงทุนไทยไปลงทุนนอกประเทศ เป็นนโยบายที่พูดกันมานาน แต่กลับมีความก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้า

ปัจจุบันมีนักลงทุนรายใหญ่ๆ เท่านั้น ที่มีกำลังเงิน เทคโนโลยี และคอนเนกชันทางการเมืองทั้งกับในและนอกประเทศเท่านั้น ที่สามารถไปลงทุนในต่างประเทศ

ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีวิกฤตความผันผวนการเคลื่อนย้ายเงินทุนในไทย โดยเฉพาะเงินทุนไหลเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง กระทบการส่งออกของไทย รัฐบาลก็จะประโคมข่าวการส่งเสริมนักลงทุนไปต่างประเทศออกมาเป็นหนึ่งในมาตรการรับเงินทุนไหลเข้าทุกครั้งไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าสงบลง มาตรการส่งเสริมนักลงทุนไปต่างประเทศก็จะเงียบหายไปกับสายลมด้วย

แม้ว่า สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะออกมาเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังเสนอมาตรการชุดใหญ่ ส่งเสริมนักลงทุนไทยขนเงินไปลงทุนนอกประเทศ ให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เห็นชอบ แต่โรดแมปของการส่งเสริมไปลงทุนนอกประเทศก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน

สศค. แย้มว่า มาตรการส่งเสริมจะมีการผ่อนผันด้านต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยเฉพาะการลดภาษีจากการไปลงทุน แต่ทั้งหมดก็ยังไม่ได้รับไฟเขียวจากนโยบาย

เอสเอ็มอีเคว้ง นโยบายลงทุนประสานงา

 

ขณะที่ฟากของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เป็นผู้กำกับดูแลผู้ประกอบการโดยตรง ก็มีการออกพิมพ์เขียวให้นักลงทุนไปลงทุนในต่างประเทศเช่นกัน

การส่งเสริมของกระทรวงอุตสาหกรรม เน้นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า การเคลื่อนย้ายเงินทุนจะเป็นไปอย่างเสรี การแข่งขันจะมีความรุนแรงมากขึ้น นักลงทุนต่างประเทศจะย้ายเข้ามาลงทุนในไทย กระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังทุนและกำลังเทคโนโลยีที่ด้อยกว่าจะอยู่ลำบาก

ดังนั้น ผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องมองลู่ทางไปลงทุนในต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า เพื่อรักษาอำนาจในการแข่งขันและเลี้ยงตัวให้อยู่รอดต่อไปได้

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาห กรรม เปิดแผนปฏิบัติการช่วยเหลือเอสเอ็มอีภายใต้รหัส “TOI” หรือเรียกแบบไทยๆ ว่า ต๋อย มาจาก “Thailand Outward Investment” ให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นแผนปฏิบัติการพานักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีไทยที่ไม่สามารถแข่งขันได้

ผู้ประกอบการในกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มเฟอร์นิเจอร์ เป็นกลุ่มที่ต้องย้ายไปลงทุนนอกประเทศ เพราะการคงฐานผลิตในไทยคงอยู่ลำบาก

ภายใต้แผนปฏิบัติการ TOI จะมีการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่างๆ โดยประเทศที่เป็นฐานการผลิตใหม่ของผู้ประกอบการไทย ได้แก่ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งทั้งหมดมีค่าจ้างที่ต่ำกว่าในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นทุนอันดับต้นของการผลิตสินค้า

แผนการของกระทรวงอุตสาหกรรมหวังอุ้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3 ล้านราย ที่มีการจ้างงาน 77.85% ของการจ้างงาน มีสัดส่วนการส่งออกถึง 1 ล้านล้านบาท หรือ 26% ของมูลค่าการส่งออก

มาตรการสำคัญที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปลงทุนนอกประเทศ จะมีทั้งการแก้ไขกฎหมายบีโอไอใหม่ ให้เอสเอ็มอีสามารถขยายตลาดเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น

ที่สำคัญกระทรวงอุตสาหกรรมจะหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ลดการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ซ้ำซ้อน เพราะเมื่อผู้ประกอบการไทยไปลงทุนต่างประเทศก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศ และเมื่อนำรายได้กลับเข้าประเทศก็ต้องเสียภาษีอีก ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนมากขึ้น

ด้านผู้ประกอบการดูจะขานรับกับแผนของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี ซึ่งผู้ประกอบการเรียกร้องให้มีการยกเว้นภาษีการนำรายได้กำไรจากการลงทุนต่างประเทศเข้ามาในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวของผู้ประกอบการดูท่าทางจะเป็นหมัน เมื่อ กิตติรัตน์ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยทันที

รองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหัวเรือใหญ่ด้านเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ ระบุว่า การเว้นเก็บภาษีจากกำไรจากการลงทุนประเทศ เป็นช่องว่างให้ผู้ประกอบการเลี่ยงภาษี เป็นแนวทางที่เสียมากกว่าได้

กิตติรัตน์ ยังระบุว่า ได้ฝากข้อคิดกับผู้ประกอบการที่เสนอมาว่า หากมีกรณีที่ผู้ประกอบการไทยทำการค้าขายภายในประเทศ และอยู่ดีๆ ไปตั้งบริษัทนอกประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าไทย ได้ประโยชน์ไปส่วนหนึ่งแล้ว และการนำกำไรเข้ามาโดยที่ไม่ต้องเสียภาษีอีก ประเทศก็ไม่ได้อะไรจากการออกมาตรการนี้เลย

ส่วนที่ผู้ประกอบการอ้างว่า เป็นการหาเงินทุนเข้าประเทศมากขึ้น กิตติรัตน์ มองว่า ตอนนี้เงินทุนไหลเข้าประเทศจำนวนมาก จึงไม่มีความจำเป็นต้องลดภาษีให้ผู้ประกอบการลงทุนนอกประเทศ เพื่อเป้าหมายให้ขนเงินนอกประเทศอีก

การปฏิเสธข้อเสนอเว้นเก็บภาษี ถือเป็นการดับฝันของนักลงทุนและผู้ประกอบการที่จะนำเงินไปลงทุนนอกประเทศ เพราะการต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนแลกกับไปลงทุนในต่างประเทศที่มีค่าจ้างต่ำกว่า หักลบกันแล้วออกจะไม่มีความแตกต่างกันมาก ทำให้แรงจูงใจที่จะไปลงทุนนอกประเทศแทบไม่มี

ยิ่ง กิตติรัตน์ ตอกย้ำว่า รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปีนี้ และ 20% ในปีหน้า รวมถึงข้อยกเว้นภาษีให้กับบริษัทแม่ที่เป็นบริษัทจำกัด และได้รับเงินกำไรจากบริษัทลูก ให้คิดภาษีแค่ 50% และบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำกำไรจากบริษัทลูกมาเสียภาษี ถือเป็นมาตรการภาษีที่เพียงพอแล้วสำหรับผู้ประกอบการ

การปิดประตูลดภาษีให้ผู้ประกอบการไปลงทุนนอกประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ในอาการสาหัส เพราะเจอทั้งศึกนอกและศึกใน

ที่ผ่านมา นโยบายค่าจ้าง 300 บาทของรัฐบาล ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 40% ทำให้บางรายทุนหายกำไรหดถึงขั้นขาดทุนต้องปิดโรงงาน

ขณะเดียวกัน ยังเจอพิษเศรษฐกิจยุโรป ทำให้การส่งออกของไทยกระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าอย่างจัง ทำให้มีอาการล้มทั้งยืนตามมาอีกจำนวนมาก

ในขณะที่มองไปที่อุปสรรคข้างหน้า การเปิดเออีซีทำให้เจอคู่แข่งมากขึ้น ที่สำคัญคู่แข่งจะบุกเข้ามาถึงถิ่น รวมทั้งผู้ประกอบการที่ย้ายจากประเทศตัวเองไปตั้งฐานนอกประเทศที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ประกอบการทำไม่ได้ ทำให้ผู้ประกอบการไทยเหนื่อยหืดจับ

ด้านรัฐบาลนอกจากไม่มีมาตรการรองรับที่ทันท่วงทีแล้ว ยังมีนโยบายที่สับสนในการไปลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเพิ่มค่าจ้าง ทำให้ผู้ประกอบการต้นทุนสูงลิ่ว

หรือแม้แต่ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ยังมีนโยบายที่ไม่เป็นเอกภาพประสานงากันในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไปลงทุนต่างประเทศอีกด้วย

ภาวะไปคนละทางของรัฐบาล ทำให้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่นั่งรอวันเจ๊งสถานเดียว m

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค