
การลงทุนในหุ้นกู้
พักนี้รัฐวิสาหกิจและบริษัทหลายแห่งได้ระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้เสนอขายให้นักลงทุน
โดย...สมชาย สกุลสุรัตน์
พักนี้รัฐวิสาหกิจและบริษัทหลายแห่งได้ระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้เสนอขายให้นักลงทุน คือว่าเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการลงทุนของผู้ที่มีเงินออม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาวะจำยอมฝากเงินไว้กับธนาคารโดยได้รับดอกเบี้ยแค่ 2-3% ต่อปี
บทความนี้ ตั้งใจเขียนให้ท่านผู้อ่านที่พอมีเงินออมอยู่บ้าง และยังรู้สึกกลัวๆ กล้าๆ ที่จะลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่น แทนการฝากเงินไว้กับธนาคารอ่าน โดยที่ทราบอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องอ่านต่อครับ
ความจริงถูกต้องแล้วครับว่า ถ้ายังไม่เข้าใจความเสี่ยงในการลงทุนอย่างชัดเจน ก็ไม่ควรลงทุน
แต่ถ้าถามว่า เพราะกลัวความเสี่ยงจึงไม่กล้าลงทุนอย่างอื่น นอกจากฝากเงินไว้กับธนาคารหรือไม่ ผมว่าน่าจะไม่ใช่แนวคิดที่ถูกต้อง
ถ้างั้นถามว่า แนวคิดที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ตรงไปตรงมาครับ คือ ผลตอบแทนกับความเสี่ยง ความเสี่ยงสูงผลตอบแทนก็สูง ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำ ถ้าไม่กล้าลงทุนเพราะกลัวความเสี่ยง แต่อยากได้ผลตอบแทน ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจความเสี่ยงของการลงทุนทางเลือก แล้วประเมินว่าโอกาสที่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นทำให้การลงทุนเสียหายมีมากน้อยเพียงใดและผลตอบแทนที่จะได้รับคุ้มค่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
พูดอย่างนี้พูดง่ายแต่ทำยาก ความเสี่ยงในการลงทุนบางอย่าง เช่น การลงทุนในตราสารอนุพันธ์เป็นความเสี่ยงที่เข้าใจยาก ขนาดนายธนาคารผู้คร่ำหวอดในวงการมืออาชีพค้าขายเงินโดยตรงยังขาดทุนย่อยยับเพราะการค้าตราสารอนุพันธ์มามากต่อมากแล้ว
ขณะนี้ก็กำลังเป็นข่าวว่ามีการ “ปั่น” อัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารในตลาดลอนดอน หรืออัตราดอกเบี้ย Libor ที่ใช้อ้างอิงในการกู้ยืมเงินทั่วโลก โดยสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ร่วมมือหรือฮั้วกันปั่นอัตราดอกเบี้ยที่ว่าเพื่อทำกำไร จนธนาคารขนาดยักษ์ของอังกฤษแห่งหนึ่ง คือ ธนาคาร Barclays ถูกปรับเป็นเงินถึง 250 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 7,500 ล้านบาท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง
ผมยังนึกไม่ออกว่า ในอนาคตอะไรจะเกิดขึ้นกับตลาดการเงินของโลก ถ้าอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารในลอนดอน ซึ่งใช้อ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั่วโลกมานับร้อยปียังถูกบิดเบือน
เอาว่าฝากไว้ให้คิดแล้วกันว่า ความเสี่ยงทางการเงินสมัยนี้มีอะไรที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นบ่อยๆ อะไรที่ไม่เคยเกิดก็เกิด เพราะฉะนั้นจะลงทุนจะก่อหนี้ต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน อะไรที่เกิดขึ้นที่ตลาดเงินในกรุงนิวยอร์กหรือลอนดอนนั้น สร้างแรงกระเพื่อมถึงตลาดเงินอื่นๆ ในโลกทั้งโลกได้ไม่ยาก
ใครที่สนใจเรื่องนี้ลองคิดตามข่าวคราวจากสำนักข่าวต่างประเทศได้ทุกแห่ง เพราะดูเหมือนว่า ข่าวนี้จะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจากสื่อมวลชนในประเทศ เพราะคงไปมัวให้ความสนใจเรื่องแก้รัฐธรรมนูญกับกฎหมายปรองดองกันอยู่
กลับมาเรื่องหุ้นกู้ต่อดีกว่า สิ่งแรกที่ท่านต้องทราบ คือ หุ้นกู้ไม่ใช่เงินฝากประเภทหนึ่งของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้รับรองหรือค้ำประกันว่า เมื่อหุ้นกู้ที่ท่านซื้อไว้ครบกำหนด ถ้าผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระคืนเงินต้น คือ ไถ่ถอนหุ้นกู้คืนจากท่าน หรือไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยให้ท่านตามสัญญา ธนาคารจะชำระคืนเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยให้ท่านแทนผู้ออกหุ้นกู้
สมัยหนึ่งเคยมีผู้สูงอายุท่านหนึ่ง ออกมาประท้วงสถาบันการเงินของรัฐแห่งหนึ่งว่าขายหุ้นกู้ให้ท่านแล้ว ไม่รับผิดชอบจ่ายเงินคืนให้ โดยท่านเข้าใจว่า การที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่งขายหุ้นกู้ให้ลูกค้าก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้ซื้อด้วยเหมือนการรับฝากเงิน
ความจริง สถาบันการเงินที่รับจำหน่ายหุ้นกู้ทำหน้าที่แค่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายหุ้นกู้ให้นักลงทุนเท่านั้น ไม่ได้รับผิดชอบชำระคืนเงินต้นและ/หรือดอกเบี้ยให้ผู้ซื้อหุ้นกู้ที่ขายให้แทนผู้ออกหุ้นกู้ ส่วนที่มักเข้าใจผิดกันบ่อยๆ คือ กรณีที่มีการระบุเงื่อนไขว่า สถาบันการเงินรับประกันการจำหน่ายหุ้นกู้ การรับประกันนี้เป็นการรับประกันผู้ออกหุ้นกู้ว่า จะขายหุ้นกู้ที่รับจำหน่ายให้หมด ถ้าขายไม่หมด สถาบันการเงินผู้แทนจำหน่ายจะรับซื้อไว้เอง คือ เขารับประกันผู้ขายหุ้นกู้ ไม่ได้รับประกันการจ่ายคืนเงินต้นและ/หรือดอกเบี้ยให้ผู้ซื้อหุ้นกู้
อย่าสำคัญผิดในสาระสำคัญเป็นอันขาด คืออย่าไปหลงซื้อหุ้นกู้เพราะคิดว่าธนาคารผู้จัดจำหน่ายจะรับผิดชอบต่อเงินที่ลงหุ้นไป
ทีนี้เมื่อเข้าใจแล้วว่า สถาบันการเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารพาณิชย์ไม่ได้เข้ามารับผิดชอบต่อการชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นของหุ้นกู้ ก็ต้องถามว่าจะประเมินความเสี่ยงได้อย่างไร
เอาไว้ฉบับหน้าค่อยมาติดตามเรื่องความสุ่มเสี่ยงและข้อควรระวังในการซื้อหรือตัดสินใจลงทุนในหุ้นกู้กันต่อนะครับ
ความเสี่ยงข้อแรก คือ ความเสี่ยงว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะไม่ได้รับชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยคืน ตรงนี้ต้องไปดูอันดับความน่าเชื่อถือหรือ Credit Rating ของหุ้นกู้ว่าอยู่ในอันดับที่ควรลงทุนหรือไม่ โดยทั่วไปคืออยู่ในระดับ BBB ขึ้นไป ถือว่าเป็นอันดับความน่าเชื่อถือที่ยังลงทุนได้อันดับต่ำสุด จนถึงระดับ A ขึ้นไปซึ่งถือว่าเป็นอันดับสูงสุด ซึ่งหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับต่ำแสดงว่ามีความเสี่ยงสูง
เพราะฉะนั้นถ้าหุ้นกู้ตัวไหนให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ ก็อย่าเพิ่งหลงไปลงทุน จนกว่าจะแน่ใจว่าสามารถยอมรับความเสี่ยงได้เสียก่อน และต้องอย่าลืมว่า อันดับความน่าเชื่อถือนั้นไม่ได้เป็นเครื่องประกันความเสี่ยง
เพราะหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับดีๆ วันนี้อาจถูกปรับอันดับลดลงถ้าธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทที่ออกหุ้นกู้ด้อยลง หุ้นกู้ที่ถูกจัดอันดับไว้ที่ BBB ซึ่งถือว่าอยู่ในเกรดที่ยังลงทุนได้ อาจกลายเป็นหุ้นกู้ที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นหุ้นกู้ขยะ (Junk) ได้ถ้าถูกลดอันดับลงเพียงลำดับเดียวเท่านั้น ต่างจากหุ้นกู้ที่ถูกจัดอันดับ BBB ซึ่งถึงจะถูกปรับลดอันดับลงอีกหนึ่งอันดับเหลือ BBB ก็ยังถือว่าเป็นหุ้นกู้ที่ยังลงทุนได้อย่างน้อยถ้าสถานะการไม่ดียังพอเอาหุ้นกู้ที่ถืออยู่ไปออกตัวขายในตลาดรองได้ถึงจะขาดทุนบ้างยังดีกว่าถือหุ้นกู้ขยะไว้ในมือ
สำหรับในประเทศที่มีสังคมแคบๆ อย่างในเมืองไทยผมว่าทางที่ดีก่อนจะลงทุนซื้อหุ้นกู้ ควรพิจารณาชื่อเสียงของบริษัทและผู้บริหารตลอดจนผู้ถือหุ้นใหญ่เสียก่อนว่า พอเชื่อถือได้ไหม ประกอบด้วย ถ้าไม่มั่นใจในบริษัทผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงก็อย่างเสี่ยงจะดีกว่า ไม่ว่าอันดับความน่าเชื่อของหุ้นกู้จะอยู่อันดับไหนแต่ถ้าอยากเสี่ยงเพราะผลตอบแทนสูงก็เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของท่าน
ความเสี่ยงที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการซื้อหุ้นกู้คือ ความเสี่ยงว่าในอนาคตราคาหุ้นกู้ที่ซื้อมาจะลดลงถ้าท่านมีความจำเป็นต้องขายหุ้นกู้ก่อนกำหนดอาจต้องยอมรับผลขาดทุน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าราคาหุ้นกู้ที่ซื้อมาสูงขึ้น ท่านก็สามารถทำกำไรได้เช่นกัน ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ราคาหุ้นกู้ของท่านเปลี่ยนแปลง มีตั้งแต่การปรับเปลี่ยนอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ท่านถืออยู่ อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินซึ่งจำง่ายๆ ว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นกู้ในตลาดจะลดลง แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดลง ราคาหุ้นกู้จะเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศปัญหาการเมืองเสื้อแดงเสื้อเหลือง และอายุของหุ้นกู้ คือ ยิ่งใกล้กำหนดไถ่ถอนเท่าไร โดยทั่วไปราคาหุ้นกู้ก็จะเพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ส่วนใหญ่หุ้นกู้จะมีอายุยาวอย่างน้อยคือ 35 ปี ถ้าท่านซื้อแล้วมีความจำเป็นต้องใช้เงินภายหลัง อาจไม่สามารถขายหุ้นกู้ได้ทันทีในตลาดรองก่อนครบกำหนดไถ่ถอนเพราะไม่มีใครต้องการซื้อ โดยเฉพาะถ้าท่านต้องการขายในราคาสูงเพื่อให้มีกำไร ใครจะลงทุนซื้อหุ้นกู้จึงต้องประเมินความต้องการสภาพคล่องของตนเองและครอบครัวให้ดีเสียก่อนเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่เหมือนกับการลงทุน BBB เอาไว้กับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งท่านสามารถจะถอนเงินที่ฝากไว้ออกมาใช้จ่ายได้เสมอ ถึงแม้เงินฝากจะยังไม่ครบกำหนดก็ตาม
สุดท้ายต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า หุ้นกู้ที่ธนาคารเป็นตัวแทนจำหน่ายนั้น ไม่ใช่หุ้นกู้หรือเงินฝากของธนาคาร (ยกเว้นหุ้นกู้ที่ธนาคารเองออกจำหน่าย) ถ้าผู้ออกหุ้นกู้ชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยไม่ได้ ท่านต้องรับความเสียหายเองในฐานะเจ้าหนี้คนหนึ่งของกิจการ ซึ่งตรงนี้ยังต้องไปดูอีกว่า หุ้นกู้ที่ท่านซื้อไว้เป็นหุ้นกู้ประเภทไหน ถ้าเป็นหุ้นกู้ประเภททั่วไป ท่านมีสิทธิที่จะรับชำระหนี้เหมือนเจ้าหนี้ทั่วไป แต่ถ้าเผอิญเป็นหุ้นกู้ประเภทด้อยสิทธิ ถ้าบริษัทที่ออกหุ้นกู้ล้มละลาย ท่านก็ต้องรอรับชำระหนี้ หลังจากเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันและเจ้าหนี้ทั่วไปที่ไม่มีหลักประกันได้รับชำระหนี้แล้ว ถึงตอนนั้นคงไม่มีอะไรเหลือให้ท่านแล้ว
เพราะฉะนั้น ก่อนจะซื้อหุ้นกู้ ท่านควรทำความรู้จักบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่เสียก่อน หลังจากนั้นมาดูอันดับความน่าเชื่อถือว่าอยู่ในอันดับที่ใกล้เคียงกับอันดับหุ้นกู้ประเภทขยะมากน้อยแค่ไหน ยิ่งใกล้เท่าไรความเสี่ยงก็สูงขึ้นเพียงนั้น อย่าดูแค่อัตราดอกเบี้ยที่เขาเสนอให้ หลังจากนั้นต้องประเมินสภาพคล่องของท่านว่าเพียงพอที่จะลงทุนระยะยาวเกินกว่า 3 ปีหรือไม่
สุดท้ายต้องทำความเข้าใจว่า ท่านกำลังจะลงทุนซื้อหุ้นกู้ประเภทไหน เพราะหุ้นกู้มีหลายประเภท แต่ละประเภทมีสิทธิ ในการรับชำระหนี้กรณีที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ล้มละลายไม่เท่ากัน
อย่าลืมครับ การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงถ้าไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย ก็ต้องยอมรับการสูญเสียโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากเงินออมที่มีอยู่เหมือนกัน







