
ปัญหาม็อบ
สื่อต่างประเทศรายงานกันออกไปว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงทันที
ก็ถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งวิธีแบบสันติที่นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นไว้ว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง
ในอีกด้านก็อาจจะมองได้ว่าเป็นการคุมเชิงว่าใครจะพลาดท่าเสียทีก่อนกันที่ระเบิดความรุนแรงออกมาก่อน ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่รัฐ
คำว่า
“การสลายการชุมนุม” จะว่าไปนั่นไม่ได้หมายถึงการใช้ “กระสุน” ต้องเกิดการประหัตประหาร ฆ่าแกงกันเสมอไปเพราะทางเลือกในการสลายม็อบนั้นมีให้เลือกมากมายไม่จำเป็นต้องใช้กระสุน ไม่จำเป็นต้องนองเลือด
แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ถ้ากลุ่มผู้ชุมนุมก่อเหตุความวุ่นวาย ละเมิดทรัพย์สินของผู้อื่นและส่วนรวม ล่วงล้ำสิทธิของประชาชนคนอื่นๆ รัฐก็ย่อมที่จะมีสิทธิจัดการกับผู้ชุมนุม
มีหลายวิธีครับ ที่รัฐสามารถกระทำได้โดยที่ไม่ต้องเกิดเหตุการณ์นองเลือด ตั้งแต่การใช้แก๊สน้ำตา จับกุมแกนนำที่ปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง
ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมสังคมที่ทุกประเทศทั่วโลกมีใช้กันทั้งนั้น
อย่างที่ ประเทศกรีซ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจก็ต้องยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาด เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเล่นนอกกติกา ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น และของส่วนรวม
การสลายม็อบที่ถูกวิธี จึงไม่ใช่การทำร้ายประชาชน และไม่ได้เป็นการระเบิดความรุนแรง
แต่ตรงกันข้าม ถือว่าเป็นการควบคุมความเสี่ยง เป็นการควบคุมความรุนแรง และความเสียหายต่อที่เกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังทำลายประเทศชาติ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวว่ากลุ่มประเทศยูโรโซนจะช่วยกรีซในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ที่กำลังรุมเร้ายุโรปอยู่ เป็นอีกหนึ่งความพยายามสำคัญที่เขาไม่ต้องการให้ส่วนรวมตกอยู่ในห้วงวิกฤตทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง
หันมาดูบ้านเมืองไทย ในขณะที่โลกกำลังหาทางออกในปัญหาต่างๆ กันอย่างเต็มที่นั้น แต่ในบ้านเราคนที่เป็นเจ้าของแผ่นดินกลับกำลังยิ่งเร่งสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองและส่วนรวมกันไม่หยุดหย่อนเว้นแต่ละวัน
อย่าปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ ยิ่งนาน ยิ่งไม่ชัดเจน สถานการณ์จะยิ่งคลุมเครือ จะยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไปอีกนาน
ยิ่งท่านนายกฯ เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ก็ยิ่งต้องตัดสินใจเพื่อส่วนรวมครับ







