posttoday
วินาศภัยการเมือง

วินาศภัยการเมือง

15 มีนาคม 2553

....พลเดช ปิ่นประทีป

หลังการตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อ 26 ก.พ. 2553 แม้จะมีการแสดงให้เห็นด้วยหลักวิชาการอย่างกระจ่างแจ้งเช่นนี้ อาจยังมีคนบางกลุ่มยอมรับไม่ได้ โดยยึดมั่นในความเชื่อความศรัทธาและผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหมือนเดิม ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ควรไปถือสาหาความ

แต่ต้องไม่ยอมให้ใครใช้เป็นข้ออ้างที่จะหนีโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมือง หรือดำเนินการโกหกหลอกลวงชาวบ้านอย่างอิสระเสรีอีกต่อไป สังคมคงรู้เท่าทันมากขึ้นแล้วเช่นกัน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังน่าเป็นห่วงคือ การอาละวาดแบบใต้ดินของกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่หมายมั่นจะฉวยโอกาสใช้ความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจในโครงสร้างส่วนบน ระเบิด 4 จุด กลางกรุงเทพฯ เมื่อคืนวันที่ 28 อาจเป็นสัญญาณเตือน หรืออาจเป็นการหยั่งเชิงก็สุดจะคาดเดา

เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว การโอดครวญร้องขอให้ฝ่ายก่อการเห็นแก่เศรษฐกิจการลงทุนของบ้านเมืองแบบที่นักธุรกิจชอบพูด หรือการเรียกร้องสันติสมานฉันท์ที่นักวิชาการอยากให้คู่ขัดแย้งมาสานเสวนา คงไม่เกิดประโยชน์อันใด

ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องผนึกกำลังระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมอย่างจริงจัง เพื่อพาประเทศและสังคมไทยให้ก้าวพ้นวิกฤตนี้เสียที ก่อนที่หลุมโคลนอุบาทว์จะดูดพวกเราลงไว้ที่นี่กันหมดทุกคน

ผมมีข้อเสนอครับ :

1.ถักทอเครือข่ายเฝ้าระวังวินาศภัยการเมือง

แม้เป็นเรื่องที่ไม่ควรหวาดกลัวจนเกินเหตุ แต่ก็ไม่ควรประมาทหรือยอมจำนนกับมัน การวางเพลิงสถานที่สาธารณะ การวางระเบิดที่ชุมชน การโฉบเฉี่ยวยิงเอ็ม 79 การลอบทำร้ายหมายชีวิต หรือกระทั่งลักพาตัวบุคคลสำคัญ ฯลฯ ล้วนอาจเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น

ในสถานการณ์ที่อำนาจรัฐ ตำรวจ และทหารเองก็ยังมีข้อจำกัดอย่างทุกวันนี้ ทุกฝ่ายควรพึ่งตนเองเป็นสำคัญ และต้องช่วยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปฏิบัติงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

องค์กรชุมชน ข่ายงานประชาสังคม เอ็นจีโอ วิทยุชุมชน เครือข่ายสายด่วน และพลเมืองผู้มีจิตอาสาทั่วประเทศ ควรรวมตัวจัดตั้งตนเองในชื่อและรูปแบบที่หลากหลาย เป็นกลุ่มเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังวินาศภัยการเมืองในชุมชน ในถิ่นฐานและที่ทำงานของตน เพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุรุนแรงทั้งใต้ดินและบนดินอย่างน้อยตลอดระยะเวลา 3 เดือน

เครือข่ายควรทำหน้าที่เฝ้าระวังเหตุการณ์ ตรวจตราสิ่งผิดปกติ คนแปลกหน้า วัตถุต้องสงสัย เมื่อพบเห็นสัญญาณอันตรายต่อชุมชน ต้องแจ้งข่าวสารให้เครือข่ายและหน่วยงานทางการทราบทันที ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองตนเองและป้องกันชุมชนจากเหตุรุนแรง พยายามเข้าระงับเหตุตามกำลังความสามารถ สนับสนุนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เพื่อจับกุมและดำเนินคดีต่อผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังอย่างถึงที่สุด รวมทั้งหากบังเอิญโชคร้ายได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ต้องช่วยกันควบคุมสถานการณ์และฟื้นคืนสภาพวิถีชีวิตปกติของชุมชนโดยเร็ว

2.ฟื้นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง

มีความผิดที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีและบริวารว่านเครืออีกนับสิบกระทงที่ควรได้รับการสานต่อโดยเร็ว ทั้งในเรื่องอาญา แพ่ง ความเสียหายต่อรัฐ และตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนมาตรการสรรพากร ฯลฯ

เรื่องนี้สังคมไทยต้องติดตาม กระตุ้นเตือน และสนับสนุนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการโดยไม่ชักช้า เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างและเป็นการฟื้นฟูความแข็งแรงของขื่อแปบ้านเมือง ตลอดจนเป็นการถอนรากขบวนการทุจริตเชิงนโยบายและถอดสลักความรุนแรงใต้ดินไปด้วยในตัว

ส่วนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบทางการเมืองที่ค้างคาอยู่ ควรรีบเร่งกระบวนการเพื่อนำขึ้นสู่ศาลโดยเร็วและโปร่งใส ไม่เลือกว่าจะเป็นฝ่ายใด

3.ประกาศให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น 1 ปี

เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลและในรัฐสภา เพื่อจูงใจให้ทุกฝ่ายหันกลับมาสู่การเมืองในระบบ ให้ทุกพรรคทุกกลุ่มเข้ามาสู่จุดลงตัวใหม่ที่จะแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกันตามรัฐธรรมนูญ 2550 และเพื่อให้ภาคประชาชนได้วางแผนร่วมรณรงค์เตรียมความพร้อมของสังคม และทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเป็นนัดประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญที่สมศักดิ์ศรีของคนไทยทุกคน

ผมขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศความตั้งใจที่จะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปคราวหน้าเร็วขึ้นสัก 1 ปี ครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ