
"บิ๊กจิ๋ว" เย้ย "ศาลรธน." ไม่มีประชาธิปไตยให้ล้มล้าง
ปัญหารัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติในวาระ 3
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ปัญหารัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติในวาระ 3 ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และกำลังดำเนินการเพื่อนำไปสู่คำตัดสินวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีการกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่
โดยแท้จริงแล้วยังไม่มีระบอบประชาธิปไตย จะมีการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ดังเช่นพี่น้องเสื้อแดงเขียนป้ายที่เวที ณ อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ เมื่อ 24 มิ.ย. 2555 นี้ว่า 80 ปียังไม่มีประชาธิปไตย และพี่น้องเสื้อเหลืองรณรงค์กันยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐสภา
ดังนั้น ข้อหาตามมาตรา 68 คือ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐจะมีได้อย่างไร และจะเป็นจริงไปได้อย่างไร เพราะไม่มีระบอบประชาธิปไตยให้ล้มล้าง
ฉะนั้น ผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงร้องผิด และศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินไม่ได้ หรือถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินก็จะต้องมาทำการพิสูจน์ทราบเสียก่อนว่าการปกครองของประเทศขณะนี้เป็นการปกครองระบอบอะไร เป็นการปกครองระบอบเผด็จการระบบรัฐสภาหรือระบอบประชาธิปไตยกันแน่
กระบวนการพิสูจน์ทราบว่าระบอบปัจจุบันคือระบอบอะไร ศาลรัฐธรรมนูญจะทำการพิสูจน์ทราบอย่างไรจึงจะได้ความถูกต้องไม่ผิดพลาด ถ้าศาลรัฐธรรมนูญยืนยันตัดสินผิดพลาดจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะสูญเสียความเป็นสถาบัน (Institute) กลายเป็นการรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาไว้ต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการรัฐสภาอย่างไม่มีเจตนา ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีเจตนาดีต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่ง เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลผูกพันต่อองค์กรอำนาจอธิปไตยทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
ถ้าตัดสินถูกต้องจะส่งผลให้เกิดความดีงามต่อชาติและประชาชนอย่างยิ่ง แต่ถ้าตัดสินผิดพลาดก็จะส่งผลในทางเลวร้ายอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบใช้อำนาจหรือปกครองหรือปฏิบัติหรือตัดสินตามรัฐธรรมนูญ คือมาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ คือศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องตัดสินให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย จะไปตัดสินแบบเผด็จการตามระบอบเผด็จการไม่ได้อย่างเด็ดขาด
การก่อกำเนิดศาลรัฐธรรมนูญของไทยชุดนี้เป็นการก่อกำเนิดมาจากวิธีการเผด็จการ คือการรัฐประหาร โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 การรัฐประหารเกิดจากระบอบเผด็จการรัฐสภา ดังนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จึงเป็นรัฐธรรมนูญภายใต้ระบอบเผด็จการรัฐสภา
แม้จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (แห่งรัฐ) แต่ในความเป็นจริง (Fact) มีแต่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศที่มีอยู่จริง (Existence) แต่การปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่มีอยู่จริงในการปกครองของประเทศ มีอยู่แต่ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น
ส่วนด้านรัฐบาลและผู้ร่วมขบวนการที่ต้องการจะพัฒนาประชาธิปไตย (ปฏิรูป) มีความเห็นผิดว่าการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ ไม่ได้อยู่เพียงการแก้ไขหรือการร่างรัฐธรรมนูญ แต่แท้จริงจะต้องสร้างประชาธิปไตยด้วยนโยบายเป็นเครื่องมือ ตามแบบอย่างพระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตย และนโยบาย 66/23 หรือนโยบายสร้างประชาธิปไตย
อันเป็นไปตามดุสิตโพล ที่ประชาชนให้ถอยการสร้างรัฐธรรมนูญ แต่ให้เดินหน้าสร้างประชาธิปไตย โดยชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน 45.23% และถ้ารัฐบาลถอยทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ปรองดอง ประชาชน 50.32% เชื่อว่ารัฐบาลอยู่ครบวาระ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของประชามติแบบประชาธิปไตย คือให้สร้างประชาธิปไตยให้แล้วเสร็จจึงค่อยร่างรัฐธรรมนูญ และออก พ.ร.บ.ปรองดอง ซึ่งเป็นประชามติที่ถูกต้องอย่างที่สุดตามหลักวิชา
ถ้าแบบนี้โดยเชื่อมั่นว่าฝ่ายที่คิดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ปรองดองจะเห็นด้วยและร่วมสนับสนุนอย่างแน่นอน ซึ่งไม่ใช่การเดินกันคนละทางหรือการพบกันครึ่งทาง แต่เป็นการเดินทางเส้นเดียวกัน คือทางสายประชาธิปไตยที่แท้จริง
การจะบรรลุความสำเร็จได้จริง ไม่ใช่อุดมการณ์บนเส้นขนาน แต่เป็นอุดมการณ์บนเส้นทางเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนสูงสุดเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด หรือเริ่มต้นกันใหม่หมดตามครรลองประชาธิปไตยและวิถีทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่หลายวิธี







