
โถม'ลงทุน'ต้องกล้าถอย'ประชานิยม'
บรรยากาศค่ำคืนวันที่ 28 มิ.ย. หลังการเสวนา “โอกาสและอุปสรรคกับอนาคตประเทศไทย” กิตติรัตน์ ณ ระนอง
โดย...จตุพล สันตะกิจ
บรรยากาศค่ำคืนวันที่ 28 มิ.ย. หลังการเสวนา “โอกาสและอุปสรรคกับอนาคตประเทศไทย” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จุดประเด็นการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 1.62 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศระยะ 7 ปี
จากนั้น “1 ศิษย์ 1 อาจารย์” กิตติรัตน์ และ “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) นั่ง “ดื่มด่ำ” พูดคุย “ถักทอฝัน” การสร้างอนาคตประเทศนานนับชั่วโมง
แผนลงทุนสร้างอนาคตประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ขนส่ง พลังงาน สื่อสาร สาธารณูปโภค และอื่นๆ โดยเฉพาะเงินลงทุนอย่างน้อย 1.8 ล้านล้านบาท ถูกทุ่มเทไปกับการลงทุนระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ สนามบิน ขยายท่าเรือน้ำลึก และโทรศัพท์ 3จี เป็นต้น
ส่วนแผนการหาแหล่งเงินลงทุน เริ่มต้นเดิมทีกำหนดว่าจะมาจากแหล่งเงินงบประมาณ 1,136,371 ล้านบาท เงินรายได้รัฐวิสาหกิจและเงินกู้ 721,528 ล้านบาท และการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน 412,186 ล้านบาท
ทว่า วันนี้แผนที่คิดไว้เปลี่ยนไป การพึ่งพาแหล่งเงินงบประมาณถูก “ตัด” ออกจากแผนการเงิน กลายเป็นการออก พ.ร.บ.กู้เงินไม่น้อยกว่า 1.6-2 ล้านล้านบาท แทน
กิตติรัตน์ ระบุว่า เหตุผลที่ต้องออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน ว่าต้องการทำให้งบประมาณประจำปีเป็น “งบสมดุล” เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาขาดดุลเรื้อรังจนสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ
“การกู้เงินนอกงบประมาณเป็นการซุกการขาดดุล แต่ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการรวมโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มาพิจารณาพร้อมกันในทีเดียว ไม่ต้องไปซุกไว้ในงบประมาณประจำปีที่ไม่รู้ว่ามีการทำโครงการอะไรบ้าง”
เป็นการยอมรับกันโต้งๆ เลยว่า กิตติรัตน์มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่หาแหล่งเงินลงทุนสร้างประเทศ โดยไม่แตะต้องเงินงบประมาณประจำปี
เมื่อพลิกไปเอกสารงบประมาณประจำปี 2555 และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2556 ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว จะพบว่างบประมาณหลักๆ ถูกสูบไปใช้ภารกิจที่เป็นงบประจำในสัดส่วนที่สูงเกือบ 80%
ส่วนงบลงทุนปี 2556 รายจ่ายลงทุนมีจำนวน 448,938.8 ล้านบาท คิดเป็น 18.7% ของวงเงินงบประมาณ จากงบปี 2555 สัดส่วนงบลงทุนอยู่ที่ 18.4% ของงบประมาณ
การดึงงบประมาณปกติมาลงทุน จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง
ในขณะที่งบหลายแสนล้านบาทถูกทุ่มเทไปกับโครงการประชานิยมต่างๆ เช่น โครงการพักหนี้ดี 3 ปี รัฐบาลต้องชดเชย 3.6 หมื่นล้านบาท โครงการเอสเอ็มแอล 3 หมื่นล้านบาทต่อปี และเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านอีก 8 หมื่นล้านบาท เป็นต้น ต่างเป็นการปั๊มเข้าระบบและเกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น
รัฐบาลตั้งหวังให้ “เงิน” เป็นแรงขับดันเกิดกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่า เหล่านี้สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในภาพรวม ขณะที่หนี้สินครัวเรือนไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นอีก ซ้ำร้ายกลับทำให้ชาวบ้านอ่อนแอ แบมือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเรื่อยไปและไม่มีที่สิ้นสุด ท้ายที่สุดก็ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
หรือโครงการทำประชาให้ “นิยม” และมีความสุขจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาท แลกกับการซุกหนี้นอกงบประมาณไว้กับธนาคารของรัฐที่ขณะนี้มีไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาทแล้ว และจะย้อนกลับมาเป็นภาระให้ประเทศต้องชดใช้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
เช่นเดียวกับโครงการรถยนต์คันแรกที่จูงใจให้คนซื้อรถคันแรก หรือ “ปัจจัยที่ 6” แลกกับการคืนเงินแสน รัฐบาลตั้งเป้ามีผู้เข้าโครงการ 5 แสนคน ตั้งงบคืนเงินภาษี 3 หมื่นล้านบาท ในปี 2556
แต่ต้องไม่ลืมว่า คนอย่างน้อย 3-4 แสนคน ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง เมื่อซื้อรถเงินผ่อนก็ต้องมีภาระการผ่อนชำระหนี้เดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000-1 หมื่นบาท สำหรับรถป้ายแดงในเวลา 4-5 ปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจบีบรัดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก อันเป็นผลสะท้อนมาจากนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ
ดังนั้น หนทางเดียวที่รัฐบาลจะได้เงินมาลงทุน คือ การกู้และกู้
ไม่มีใครปฏิเสธว่า ยามที่เศรษฐกิจภายนอกปั่นป่วนและบ่ายหน้าเข้าสู่หายนะ การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุนในประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นหัวเรือใหญ่และยอมสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับจีดีพี ทำให้ประเทศต้องชดใช้หนี้และดอกเบี้ยไปอีกหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม มีข้อคิดที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การ “กล้า” ตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่นที่กิตติรัตน์ บอกว่า อุปสรรคการลงทุนไม่ได้อยู่ที่การสร้าง แต่เกิดจากการไม่กล้าคิดหรือไม่เข้าใจว่าประเทศมีปัญหา พร้อมระบุว่า สภาพคล่องในระบบที่มีสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท การกู้เงินลงทุนจึงไม่ใช่ปัญหา
แต่อย่าลืมว่า หลายโครงการที่รัฐบาลทุ่มเททรัพยากรลงไป แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็มีให้เห็นกันดาษดื่น เช่น เสาโฮปเวลล์ บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน และสนามบินร้างในจังหวัดต่างๆ ล่าสุดโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่สร้างเสร็จแล้วแต่ยังใช้ไม่ได้ เพราะสถานีกลางไม่เสร็จต้องรออีก 2 ปี จึงต้องนำรถไฟมาวิ่งแทนรถไฟฟ้า
ได้ฟังอย่างนี้แล้วน่าอดสู และยังสะท้อนให้เห็นความด้อยประสิทธิภาพของ “ฝ่ายปฏิบัติ”
รัฐบาลจะรับรองได้หรือไม่ว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับโครงการลงทุน 2.27 ล้านล้านบาท และถ้าจัดการไม่ได้ก็น่าห่วงยิ่ง
อีกทั้งหากจำกันได้ วิกฤตหนี้ยุโรปมีจุดเริ่มต้นจากหนี้รัฐบาลกรีซที่ก่อหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภครับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก กระทั่งฐานะประเทศบักโกรก สิ่งปลูกสร้างที่ลงทุนไปนั้นก็ไม่เกิดผลตอบแทนใดๆ การใช้จ่ายเกินตัวบวกกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข่งขันไม่ได้ ที่สุดประเทศก็ล้มละลาย เกิดความวุ่นวายทั้งประเทศ
ที่สำคัญรัฐบาลต้องไม่ลืมการลงทุนพัฒนาคนที่ถือเป็นหัวใจการพัฒนา
แต่ยามนี้กลับถูกละเลยอย่างน่าใจหาย เพราะเดือน พ.ค. ยอดคนตกงานที่จบระดับปริญญาตรีสูง 1.52 แสนคน จากคนว่างงานทั้งหมด 3.59 แสนคน เพิ่มขึ้น 7.7 หมื่นคน เทียบกับเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นลงทุนอิฐหินปูนทรายและหว่านนโยบายประชานิยมเป็นพื้น
หากรัฐบาลตั้งใจจริงที่จะลงทุนโครงการยักษ์หลายล้านล้านบาท โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคเพื่อรองรับการเติบโตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีความจำเป็น คงไม่ใช่แค่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว แต่ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้เพื่อนบ้านมาใช้เส้นทางที่เราลงทุนด้วย
นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดคู่ขนานกัน คือ การทบทวนและกล้า “ถอย” โครงการประชานิยมที่กระตุ้นกำลังซื้อแบบฉาบฉวย ไม่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างภาระให้กับประเทศระยะยาว
เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาท ที่รัฐบาลเป็นเจ้ามือใหญ่แบกซื้อข้าวทั้งประเทศเพื่อรอขายข้าวในโอกาสที่ทั่วโลกไม่มีข้าวขายแล้ว หรือเกิดภัยพิบัติทุกหัวระแหง
แต่นั่นก็ไม่ต่างกับการนำอนาคตของประเทศไปฝากไว้กับ “ฟ้าฝน” ไม่ต่างกับชาวนาในอดีตที่พึ่งฟ้าพลอยฝนคอยความหวัง สุดท้ายก็เหลือแต่ “หนี้กับซังข้าว”
เหล่านี้ล้วนต้องการสะท้อนว่า ได้เวลาที่รัฐบาลต้อง “ถอย” นโยบายประชานิยม หากจะเดินหน้าลงทุนพลิกประเทศตามที่ฝัน







