
9ปีไฟใต้...ความชาชิน แม้เลือดยังไม่หยุดไหล
คำถามที่ปรากฏบ่อยที่สุดตลอด 9 ปีของสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เพื่อต้องการคำตอบว่า
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
คำถามที่ปรากฏบ่อยที่สุดตลอด 9 ปีของสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เพื่อต้องการคำตอบว่า ความรุนแรงจะถึงจุดสิ้นสุดเมื่อไหร่ แต่เป็นคำถามว่าเราแก้ปัญหาถูกทางแล้วหรือยัง เพราะผลของความรุนแรงที่ดำเนินมาเกือบทศวรรษใช่เพียงแค่งบประมาณร่วมแสนล้านบาท ใช่เพียงแค่กำลังทหารนับหมื่นคนจากทุกกองทัพภาคที่ทุ่มลงไปเพื่อฟื้นคืนความสงบสุข แต่ยังมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คน บาดเจ็บอีกกว่า 8,000 คน และจะเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาความรุนแรงนี้ได้
อีกไม่กี่เดือนนับจากนี้จะครบ 1 ทศวรรษไฟใต้ เราได้เรียนรู้อะไรและจะต้องทำอะไรต่อไปเพื่อสกัดไม่ให้ต้องเกิดความสูญเสียขึ้นมาอีก
ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาว่า “หากนโยบายไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ เรารู้หรือไม่ว่า อะไรที่ทำแล้วผิด อะไรที่ทำแล้วถูก สิ่งที่ทำแล้วถูกจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ส่วนสิ่งที่ทำผิดก่อให้เกิดปัญหาอย่างไร และอะไรที่ผิดแล้วไม่เกิดปัญหา เพื่อให้การออกแบบนโยบายตลอดจนนำไปปฏิบัติควรระวังกว่านี้ โจทย์สำคัญของสังคมไทยคือทำอย่างไรจึงจะเผชิญกับปัญหาทุกชนิดที่เกิดขึ้นด้วยวิชาความรู้ให้มากกว่านี้”
เขายกตัวอย่างข้อค้นพบในงานวิจัย “Tearing Apart the Land: Islam and Legitimacy in Southern Thailand” ของ ดันแคน แมคคาร์โก นักวิชาการชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งข้อสังเกตว่าหากข้อค้นพบในงานวิจัยชิ้นนี้ถูกก็จะเป็นเรื่องใหญ่ในการกำหนดนโยบาย
“งานวิจัยของดันแคนค้นพบว่าเหตุของปัญหาคือความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งความชอบธรรมที่อนุญาตให้ กทม.ดูแลจัดการบริหารและปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้บกพร่องไปมากแล้ว ไม่เอื้อให้การบริหารควบคุมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป” ชัยวัฒน์ กล่าว
สิ่งที่ทำให้ชัยวัฒน์ให้ความสำคัญต่อข้อค้นพบนี้ก็คือ วิธีที่รัฐใช้สื่อสารติดต่อกับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้ผู้นำทางการในท้องถิ่นและรัฐถือว่าท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมแล้ว
คำถามของเขาก็คือ เมื่อรัฐมีความชอบธรรมบกพร่อง ก็จะมีผลทำให้ผู้นำท้องถิ่นบกพร่อง หมดความชอบธรรมที่จะเป็นตัวแทนท้องถิ่นตามไปด้วย ถ้ารัฐจะใช้วิธีนี้ต่อไป ก็จะไม่สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติและไม่สามารถเชื่อมโยงกับท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
อีกข้อหนึ่งที่งานวิจัยของดันแคนค้นพบคือ “อิสลาม” เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนภาคใต้หรือไม่ ดันแคนพบว่า ไม่ใช่ก่อการร้ายสากลและไม่เกี่ยวกับอิสลาม แต่เป็นกระแส “ชาตินิยมมลายู” ข้อสรุปนี้ทำให้นักวิชาการผู้สนใจความรุนแรงชายแดนภาคใต้มากว่า 3 ทศวรรษ ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าคำตอบของดันแคนถูกต้องจะมีผลอย่างไรต่อแนวคิดของรัฐในการนำศาสนาอิสลามเข้ามาแก้ปัญหา
“การแก้ปัญหา ถ้าคิดแบบฝรั่งคือเป็นมุสลิมหัวรุนแรงจึงต้องใช้มุสลิมสายกลางมาสู้ซึ่งก็ผิดฝาผิดตัว แต่การมองชาตินิยมก็ต้องมองว่าเกี่ยวอะไรกับศาสนา ต้องอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมและศาสนาเสียใหม่ และถ้าทำได้ก็จะอธิบายได้ต่อไปถึงท่าทีของผู้นำศาสนาใน3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สายต่างๆ ”
ชัยวัฒน์ อธิบายว่า การศึกษาของโลกตะวันตกหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย. หรือ 911 ก็แสดงให้เห็นตัวอย่างว่า ฝรั่งเคยคิดผิดมาแล้วอย่างกรณีมองว่ามัสยิดเป็นแหล่งแพร่กระจายความคิดชั่วร้าย ผู้รู้ทางศาสนาที่ใช้มัสยิดสอนความเชื่อตามที่คิดเห็นนั้นมีจริง แต่ในระยะหลังก็ค้นพบว่าการขยายตัวของผู้ก่อการไม่ใช่ในมัสยิดแต่เป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร ฉะนั้นการลุยค้นมัสยิดรังแต่จะทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐและชนกลุ่มน้อยมุสลิมในอังกฤษ อเมริกา และเยอรมนี เพราะคิดไปอีกอย่าง แก้ปัญหาผิดที่
สายสัมพันธ์ที่เปราะบาง
การคิดผิดแม้ด้วยเจตนาดีแต่แทนที่จะแก้ปัญหากลับยิ่งทำให้สายสัมพันธ์ของผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนา ยิ่งขยายออกไป ชัยวัฒน์ยกงานวิจัยของ มธ. ชิ้นหนึ่งมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยผู้วิจัยลงพื้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.ปัตตานี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชุมชนสันติสุข ประชากรพุทธและมุสลิมมีจำนวนใกล้เคียงกัน การจัดงานอาซูรอสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการกวนอาหารตามประเพณีอิสลาม มีคนพุทธมาร่วมงาน แต่การสัมภาษณ์คนไทยพุทธเหล่านี้ทำให้ผู้วิจัยพบว่าคนพุทธที่มาร่วมงานนั้นเป็นเพียงการมาตามหน้าที่ที่ “นายสั่งให้มา”
ยิ่งกว่านั้นเมื่อการกวนอาหารของมุสลิมเสร็จก็มีการนำไปแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านไทยพุทธ แต่คนไทยพุทธทุกคนปฏิเสธที่จะกิน บางคนบอกว่าขนมอะไรเพิ่งเห็นครั้งแรก ดูสกปรก ไม่กินหรอก
“สิ่งที่เราเข้าใจหรือเห็นมักจะไม่จริง ประเพณีกวนอาซูรอสัมพันธ์ไม่เคยทำกันมาก่อน แต่พอมีเหตุความไม่สงบ รัฐก็พยายามหาอะไรมายืนยันว่าเป็นชุมชนสันติสุข ทุกฝ่ายเจตนาดี แต่เจตนาบนฐานบางฐานมักก่อปัญหามากกว่าที่จะแก้ปัญหา หากข้อค้นพบของดันแคนถูก ทุกจุดที่เราทำมีผลต่อประเด็นเรื่องความชอบธรรม แล้วเราจะแก้อย่างไร”
ขบวนการและเป้าหมาย
ชัยวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคหนึ่งการส่งนายตำรวจมือปราบฝีมือดีลงไปปฏิบัติหน้าที่ เป็นผลมาจากการมองกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบในลักษณะที่เป็นขบวนการแบบเดิมเช่นในอดีต
“ดันแคนบอกว่า ขบวนการวันนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยเรียกว่า เครือข่ายที่ไม่มีแกน (Network without a core) ความเข้าใจในอดีตคือเรากำลังสู้กับขบวนการ ซึ่งมีปฏิบัติการที่มีการกำหนดจากจุดใดจุดหนึ่งที่ชัดเจน ต่างจากเครือข่ายที่ไม่มีแกนจะมีอิสระ มีการกระจายตัวที่ดีกว่า เนื่องจากไม่มีการควบคุมบังคับบัญชาที่ชัดเจน แต่มีการเชื่อมกันอยู่ด้วยความคิดร่วมบางอย่าง เช่น สู้กับรัฐไทย ซึ่งทำให้การจัดการของรัฐยากขึ้น ฉะนั้นเรากำลังเผชิญปรากฏการณ์อีกแบบซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม ด้วยเหตุนี้ผู้นำทั้งหลายที่เราไปติดต่อ เช่น ผู้นำศาสนา ผู้นำขบวนการ ก็อาจมีปัญหาถูกมองเรื่องความชอบธรรมเช่นกัน มันถึงทำให้เราแก้อะไรไม่ได้สักอย่าง”
เขาอธิบายลักษณะของเครือข่ายผู้ก่อเหตุนี้ด้วยการศึกษาของนักวิจัยชาวเยอรมันผู้หนึ่ง ซึ่งสรุปว่า “ขบวนการ” อยู่ในความลับ ไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร เป้าหมาย แรงจูงใจ คืออะไร เป็น “ขบวนการญิฮาด” ซึ่งไม่มีผู้นำ ไม่มีหัว ใช้ความรุนแรงอย่างเดียว เป้าหมายคือทำให้รัฐไทยเลือดไหลจนหมดตัว ซึ่งเป็นวิธีการที่เคยเอาชนะฝรั่งเศสในแอลจีเรีย และสหภาพโซเวียตในอัฟกานิสถานได้
เลือดไหลหมดตัวคือ ทำทุกทางเพื่อให้ต้นทุนในการคงอยู่ของรัฐสูงเกินกว่าที่จะดำเนินการต่อไปได้!
ชัยวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้ข้อมูลขบวนการมาจากผู้ก่อการที่ถูกจับกุม ซึ่งเขาเห็นว่าคุณภาพของข้อมูลจากผู้ก่อการที่ถูกจับกับผู้ที่ไม่ถูกจับนั้นย่อมต่างกัน
“มีแนวโน้มหรือไม่ที่ผู้ก่อการที่ถูกจับ จะผลิตซ้ำเรื่องเล่าเกี่ยวกับการก่อการที่สอดคล้องกับภาพใหญ่ของผู้จับ เช่น แผนบันได 7 ขั้น ไล่ดูให้ถึงที่สุดที่มาอาจมีที่เดียว แต่เราไม่เคยตรวจดูว่าความน่าเชื่อถือของตัวที่มานั้นเป็นอะไร ความรู้ที่นำมาเขียนนั้นมาจากไหน” ชัยวัฒน์ กล่าว
ชาชินต่อความรุนแรง
สิ่งที่เขากังวลในห้วงเวลาที่สถานการณ์ไฟใต้ดำเนินมาจนเกือบทศวรรษ คือความรุนแรงเกิดขึ้นเรื่อยๆ และสังคมไทยอยู่กับความรุนแรงมานาน จนรู้สึกว่าความรุนแรงเป็นภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดการของรัฐ ซึ่งจะจัดการแบบเดิมในกรอบเดิมเหมือนปัญหาโจรขโมยรถ
“ในสังคมไทยเมื่อถึงจุดที่เห็นความรุนแรงเป็นเรื่องปกติก็จะชินชา สิ่งที่อันตรายคือภาวะเกิดอะไรก็ช่างมัน และตอกย้ำความรู้สึกว่าเป็นคนอื่น จะเกิดอะไรก็ไม่สนใจอีกต่อไป หรือจะใช้วิธีการอะไรก็ทำให้มันจบๆ ไป คุณค่าบางอย่างที่สำคัญคือเป็นคนในสังคมการเมืองเดียวกัน เป็นพี่น้อง แม้จะต่างกันก็จะถูกตัดทอน หลักการสิทธิมนุษยชนก็จะถูกละเมิด ไม่มีใครสนใจ ข่าวก็เล็กลงเรื่อยๆ ผู้ก่อการก็ต้องเพิ่มขีดของความรุนแรง เมื่อทุกคนชาก็ต้องยิ่งเขย่าให้แรง ความรุนแรงจึงกลายเป็นยาเสพติด ต้องเพิ่มจำนวนการใช้ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะทุกคนติดหมด ติดจนชา ยาเท่าเดิมไม่ส่งผล ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยา ซึ่งอันตราย”
แลไปข้างหน้า
ทางออกในการแก้ปัญหาไฟใต้ อาจเป็นเรื่องที่ต้องตั้งหลักและทบทวนกันใหม่ แต่ชัยวัฒน์เชื่อว่าในระยะเฉพาะหน้า สิ่งที่ควรให้ความสนใจคือรัฐจะทำอย่างไรที่จะควบ คุมดูแลความมั่นคงและการผลักดันมาตร การทางการเมือง เพราะเน้นด้านใดด้านหนึ่งอาจแก้ระยะสั้น แต่ไม่แก้ระยะยาว
“หลังจากนี้ไปต้องเปิดประตูที่ถูกปิดให้มากขึ้น ความคิดที่ขังเราไว้คงต้องหากุญแจมาไขเปิดออก ทางเลือกที่ไม่ค่อยกล้าอาจต้องหาความรู้มาตรวจสอบดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ ความพยายามที่จะสื่อสารให้คนในสังคมไทยโดยรวมเข้าใจว่าปัญหานี้ซีเรียสและไปถึงไหนแล้ว ถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น ใน 9 ปีที่ผ่านมาอะไรที่เราทำและผิด หรือทำแล้วถูก ต้องทบทวนแก้ไข ถ้าจะทำก็ต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่กล้าแข็ง ซึ่งมาจากเงื่อนไขหลายประการ โดยเฉพาะจากเจตนารมณ์ของสังคมโดยรวม”
นี่คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาตลอด 3 ทศวรรษ และผลการศึกษาวิจัยชายแดนภาคใต้หลายสิบเรื่องที่เขามีส่วนร่วม ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธีของ สกว. ทำให้ค้นพบในหลายเรื่อง หลายประเด็น ที่อาจแม้เพียงจุดเล็กๆ แต่ก็เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องใหญ่ในเชิงนโยบาย
สิ่งเหล่านี้ที่เขาค้นพบจะถูกนำมาถ่ายทอดในเวทีสาธารณะ “9 ปีความรุนแรงภาคใต้ อัศจรรย์ความรู้ในแดนเนรมิต” วันที่ 29 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30-17.00 น. ณ ห้องบอลรูม 2 ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ถนนเพลินจิต ซึ่งร่วมจัดโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) คณะรัฐศาสตร์ มธ. และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์







