
แนะยกเครื่องแผนสกัดนักเรียนนักเลง
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
วิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองใช้อาวุธปืนยิงขึ้นไปบนรถเมล์สาย 59 จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน หนึ่งในนั้นคือนักเรียนจากสถาบันคู่อริ และอีกรายเป็นสุภาพสตรีเคราะห์ร้ายที่กำลังเดินทางกลับบ้าน ปัญหานักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทก็ถูกสังคมจับตาอีกครั้ง
“เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่พัฒนาความรุนแรงจนเกินหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะรับมือได้แล้ว หากไม่แก้ที่ต้นตอปัญหา ไม่แก้กฎหมายให้มีบทลงโทษ ชนิดที่สามารถปรามให้เกิดความเข็ดหลาบได้ ก็ยังมองไม่เห็นทางสกัดกั้นเรื่องนี้ได้เลย” อุดม บุตตะ ผู้อำนวยการศูนย์เสมารักษ์ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความเห็นในเรื่องนี้
จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเรื่องนักเรียนนักเลงมากว่า 20 ปี สิ่งที่พบอย่างชัดเจน คือ ปัญหานี้พัฒนาตัวเองขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีรูปแบบวิธีการที่ซับซ้อนและเป็นระบบยิ่งขึ้น ขณะที่มาตรการรับมือและแก้ไขกำลังเดินทางไปในทิศทางตรงกันข้าม
“พวกที่เป็นนักก่อเรื่องจริงๆ หรือพวกฮาร์ดคอร์มีอยู่ไม่มาก แต่คนกลุ่มนี้พัฒนาตัวเองถึงขั้นวางแผน สร้างระบบรองรับ ผ่านการปลูกฝังค่านิยมเลือดรักสถาบันอย่างผิดๆ ให้กลายเป็นพวกรอบจัดขึ้น มีการตั้งกองทุนรุ่นพี่ประกันตัวรุ่นน้อง กรณีที่ถูกตำรวจจับกุมตัวได้ ตั้งคลังอาวุธให้เบิกปืนไปใช้ก่อเรื่อง และพวกนี้รู้กระทั่งว่ากฎหมายอ่อน โทษเบา ถืออาวุธเตรียมไปก่อเรื่อง ก็โดนโทษปรับเพียง 100 บาท รอผู้ปกครองมารับตัวกลับบ้าน ปัจจุบันก็รู้กระทั่งว่ากล้องวงจรปิดติดตั้งตรงไหน” ผู้อำนวยการศูนย์เสมารักษ์ กล่าว
ปัจจุบันหากพบเหตุนักเรียนก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของประเทศไทย แล้วโทร.เข้ามาที่สายด่วน 1579 สายจะถูกต่อเข้าไปที่ศูนย์เสมารักษ์ หรือกองสารวัตรนักเรียนเดิม ซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
“ถ้าโทร.เข้ามา ก็จะต่อมาถึงเรา หน่วยงานเล็กๆ ที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 4 คน ตั้งอยู่ใน ศธ. ซึ่งเป็นศูนย์กลางประสานงานกับทุกโรงเรียนทั่วประเทศ และถ้าจะให้เห็นภาพชัดก็คือ เรา 4 คน มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลนักเรียน 14 ล้านคนทั่วประเทศ ในปัญหาทุกเรื่อง ที่เป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักเรียน นักศึกษา” อุดม ระบุ
ในขณะที่มีกำลังคนไม่มาก การทำงานของศูนย์เสมารักษ์จึงเน้นเรื่องของการประสานงานกับเครือข่ายต่างๆ ที่ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ซึ่งใกล้เคียงกับหลักสูตรอบรมสารวัตรนักเรียนเดิม
ในกรุงเทพมหานคร ศูนย์เสมารักษ์จะกระจายงานผ่านกลุ่มเครือข่ายเสมารักษ์ 4 มุมเมือง ในเขตดอนเมือง มีนบุรี สมุทรปราการ และบางแค แต่ละศูนย์มีเจ้าหน้าที่ประจำไม่เกิน 3 คน บางแห่งมีเพียงลูกจ้างชั่วคราวและคนขับรถตรวจพื้นที่เพื่อประสานกับโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงและสูงขึ้น หน่วยงานด้านสังคมทุกภาคส่วนต้องจับมือกันทบทวนบทบาทตัวเอง มองว่าเป็นปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ต้องพัฒนากฎหมายที่นอกจากเอาผิดกับผู้ปกครองที่ไม่สนใจให้ความร่วมมือ เอาผิดกับโรงเรียนที่หากินกับเด็ก รับนักเรียนแบบเน้นปริมาณ เพื่อจะได้มีเงินอุดหนุนรายหัวมากๆ หากไม่เดินหน้ายกเครื่องเรื่องนี้ใหม่ ก็เป็นไปไม่ได้ที่ปัญหาจะหมดไป” อุดม กล่าว







