
ไทยปีกหักโต2%
คลังประเมินวิกฤตหนี้ยุโรปทำเศรษฐกิจหดตัวส่งออกวูบหนักลดฮวบ17%
คลังประเมินวิกฤตหนี้ยุโรปทำเศรษฐกิจหดตัวส่งออกวูบหนักลดฮวบ17%
คลังประเมินหากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปเลวร้ายที่สุดจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.2%
นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “วิกฤตหนี้อียู ผลกระทบและทางออก” ว่า ภายหลังการเลือกตั้งของกรีซมีความชัดเจนทำให้ความกังวลเรื่องการถอนตัวออกจากยูโรโซนหมดไป แต่สถานการณ์เหมือนเดิม ปัญหายังคงอยู่
ทั้งนี้ ได้จัดทำผลกระทบของกรณีวิกฤตยุโรปต่อเศรษฐกิจไทยไว้ 3 กรณีด้วยกัน กรณีแรก ปัญหาไม่ได้หนักรุนแรง เศรษฐกิจยุโรปติดลบ 1.6% เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ว่าจะโต 5.5%
กรณีที่ 2 ปัญหารุนแรงจนกระทบให้เศรษฐกิจยุโรปติดลบ 2.8% คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4% และกรณีสุดท้าย หากปัญหาวิกฤตลุกลามจนทำให้เศรษฐกิจยุโรปติดลบ 5% คาดว่าเศรษฐกิจไทยยังมีการขยายตัวอยู่ในระดับ 2.2%
แม้ว่าไทยจะส่งออกตรงไปยุโรปไม่มากคิดเป็นสัดส่วน 9.4% ของการส่งออกทั้งหมด และได้มีการส่งออกไปญี่ปุ่นและสหรัฐ ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นผู้ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศยุโรปอีก 7.7%
ดังนั้น รวมผลกระทบต่อการส่งออกของไทยแล้ววิกฤตอียูมีผลต่อการส่งออกของไทยรวม 17% จากการส่งออกของไทยคิดเป็นมูลค่า 70% ของจีดีพี
“กรณีเลวร้ายที่สุดเศรษฐกิจไทยคงจะหายไป 50%จากเป้าที่ตั้งไว้ แต่ยังเห็นอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในระดับ 2.2% ยังดีกว่าวิกฤตฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐแตกเมื่อปี 2551 วิกฤตครั้งนั้นเศรษฐกิจไทยโตติดลบเนื่องจากรอบนี้เศรษฐกิจยุโรปอยู่ระหว่าง ไม่มีการเติบโตจนถึงติดลบอยู่ ขณะที่สหรัฐจากที่เคยโต3% หดตัวจนกลายเป็นติดลบ 5% ดังนั้นผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยจึงรุนแรงกว่า” นายคณิศ กล่าว
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร กล่าวเสริมว่า แม้จะทราบผลการเลือกตั้งในกรีซแต่ยังมีความไม่แน่นอนถึงขนาดของปัญหาจะลุกลามมากน้อยเพียงใด ด้ร่วมกับเมอร์ริล ลินซ์ มองไว้หลายกรณีด้วยกัน แต่หากลุกลามจนทำให้เศรษฐกิจยุโรปติดลบ 2.5% คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2%
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยนั้นจะมีทั้งในแง่ของการค้าและการลงทุน ในด้านการค้านั้น เนื่องจากกลุ่มประเทศเอเชียเป็นผู้ส่งออกหลักไปยังยุโรป โดยเฉพาะจีนมีมูลค่าการส่งออก 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 18.7% ของยอดส่งออกของจีน แต่เนื่องจากยอดการส่งออกนั้นคิดเป็น 20% ของจีดีพีของจีนเท่านั้น
นายศุภวุฒิ กล่าวต่อว่าผลกระทบในแง่ด้านการลงทุนพบว่าธนาคารยุโรปเป็นผู้ปล่อยกู้หลักให้กับประเทศในเอเชียมากที่สุด โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ยกเว้นญี่ปุ่น ในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ปล่อยกู้เป็นจำนวน 1.263 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในฮ่องกง เช่นสิงคโปร์ และไต้หวัน เป็นต้น ตัวเลขนี้รวมการให้กู้ของอังกฤษวิตเซอร์แลนด์ซึ่งอยู่นอกยูโรโซน แต่หากไม่รวมจะลดลงเหลือ 1 ใน 3 ของยอดกู้ดังกล่าว ดังนั้นในระยะสั้นอาจมีปัญหาเรื่องการขาดสภาพคล่อง หากผู้ให้กู้มีปัญหาและต้องดึงเงินกลับประเทศ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การหารือร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ไม่มีการออกมาตรการพิเศษ เน้นติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากรณีของกรีซ ว่าจะมีผลกระทบอะไรมาถึงไทยหรือไม่ แต่ที่ประชุมเห็นพร้อมกันว่าจากสถานการณ์ณะนี้ระบบการเงินไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี







