posttoday
เปิดแผนเสื้อแดงทลายด่าน

เปิดแผนเสื้อแดงทลายด่าน

13 มีนาคม 2553

เสื้อแดงเคาะฤกษ์ 09.00 น. เดินทางสมทบกำลังกลุ่มคนเสื้อแดงสายอีสานที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา  เตรียมแหกด่านหากถูกสกัด ยันไม่ทิ้งรถแน่นอน

เสื้อแดงเคาะฤกษ์ 09.00 น. เดินทางสมทบกำลังกลุ่มคนเสื้อแดงสายอีสานที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา  เตรียมแหกด่านหากถูกสกัด ยันไม่ทิ้งรถแน่นอน

 

เปิดแผนเสื้อแดงทลายด่าน

ปราการด่านสุดท้ายที่ถูกเล็งว่าเป็นประตูชี้เป็นชี้ตายเปิดสู่เมืองกรุงของกลุ่มผู้ชุมนุมคือ “วังน้อย”แต่การข่าวล่าสุดของกลุ่มเสื้อแดงโดยเฉพาะ ในกลุ่มของสายภาคเหนือตอนบนที่ควบคุมกำลังพลโดย นายนาวิน บุญเสรฐ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.พิจิตร ไม่ใช่เช่นนั้น

วิเคราะห์ ประมวลกันแล้วว่าปราการที่หนักอีกด่านหนึ่งตามที่สายข่าวแจ้งมาคือ บางปะอิน ก่อนจะเคาะฤกษ์ 09.00 น. เพื่อเดินทางออกไปสมทบกำลังกับกลุ่มคนเสื้อแดงสายอีสานที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา กลุ่มแกนนำที่มารวมกันที่ จ.นครสวรรค์ ได้มีการประชุมหาทางออกไว้แล้ว

“ผมว่าน่าจะเจอที่บางปะอินกับวังน้อยที่เป็นด่านที่ผ่านค่อนข้างยากสำหรับเรา เพราะเป็นด่านสุดท้ายก่อนเข้าถึงกรุงเทพ ซึ่งเราได้ยินมาว่ามีการเสริมกำลังทหารเข้าไปในเย็นวันที่ 12 มีนาคมแล้ว 2 กองร้อย” นายเนวินกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายนาวิน ยืนยันว่าวิธีการจะแหกด่านที่ว่าแน่นหนาทั้งสองด่านนี้ จะใช้แค่พลังมวลชนเพียงอย่างเดียว “เราจะไม่ทิ้งรถไว้แน่นอน” คือคำยืนยันของนายนาวิน เพราะคงได้ไม่คุ้มเสียหากกลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินเท้าเข้ากรุง

ดูสถานการณ์เคลื่อนพลในวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย รวบประเด็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ตรวจสกัดกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  นอกจากจะไม่มีการปะทะกันแล้ว ยังคุยกันให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี

“การตรวจค้นที่ผ่านมาไม่มีทำให้เราไม่สบายใจ โดยเฉพาะสายภาคเหนือตอนบนที่ไม่เยอะเท่าไร แต่พอมาถึง จ.นครสวรรค์ถึงแม้ว่าถนนจะใหญ่แต่มีจำนวนคนมาก ทำให้คนเดือดร้อน ซึ่งคนที่เดือดร้อนนั้นก็เป็นคนที่ไม่ได้ไปชุมนุม อย่างไรก็ตามความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจาการเคลื่อนกำลัง แต่เกิดจากการตั้งด่าน”

นายนาวิน บอกว่า ด่านที่ตั้งมาตั้งแต่ภาคเหนือนั้น เป็นด่านที่ไม่ได้ตรวจค้นอะไรมากมาย และไม่ได้หาอะไรเป็นพิเศษ

“เที่ยวนี้ผมขอพี่น้องให้ความร่วมมือไม่ให้พกอาวุธ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารก็แค่ทำให้เราช้าลง ไม่ได้ประสงค์จะกักเราไว้ อยากจะตรวจรถคันไหนเขาก็จิ้มตรวจ ซึ่งก็ไม่มีอะไร”

และถึงแม้ว่าการเคลื่อนกำลังคนเสื้อแดงจากภาคเหนือจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่งานหนักยังรออยู่ที่ด่านบางปะอิน และด่านวังน้อย

“เราจะให้พลังมวลชนชุดแรกที่เป็นของภาคกลางเป็นกลุ่มที่ผ่านเข้าไปก่อน และเมื่อชุดภาคกลางผ่านเข้าไปแล้วก็จะเป็นชุดของผม ซึ่งก็คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเราจะยืนหยัดด้วยการใช้พลังมวลชน ยังไงก็แล้วแต่เราจะไม่จอดรถทิ้งไว้เด็ดขาด”

แผนสองที่ตามมาหากว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ปิดถนน คือ การแจ้งความจับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงพื้นที่นั้น

“เพียงแต่ว่าตรงนี้ต้องไปดูกฎหมายก่อน ซึ่งผมไม่แม่น ในเรื่องของกฎหมายฉุกเฉินที่เมื่อประกาศใช้แล้วจะสามารถบังคับไม่ให้เราเข้าได้ไหม เพราะถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เราไม่ยอมรับฉบับนี้ ก็ไม่ได้ปิดกั้นให้เราเข้าไปชุมนุมโดยสงบได้ เพราะเรายังไม่ได้ก่อเหตุความวุ่นวายอะไร ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลเขากำลังทำอะไรกันอยู่ เนื่องจากการปิดกั้นถนนก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ไม่น่าจะมีกฎหมายอะไรมาล้มล้างได้ ก็ในเมื่อเหตุยังไม่เกิด แล้วเราก็ไปอย่างเป็นระเบียบ ถนน 4 เลน เราก็ไม่ได้วิ่งทั้ง 4 เลน เราก็วิ่งแค่เพียง 1-2 เลนเพื่อให้คนอื่นได้ใช้ถนนโดยไม่เดือดร้อนด้วย เราไม่ฝ่าฝืนกฎ”

ทั้งนี้ ด่านบางปะอิน กับด่านวังน้อย ซึ่งถือว่าเป็นด่านตรวจสกัดที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงอาจจะผ่านไปได้ยากนั้น ทางแกนนำได้วางแผนที่จะเจรจากับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่นั้นก่อนเป็นอันดับแรก

“ผมคิดว่าทั้งสองด่านนั้นค่อนข้างจะโอเค คือน่าจะผ่านไปได้ เพราะเราจะใช้วิธีเน้นการใช้มวลชนอย่างเดียว อันดับแรกคือเจรจา ซึ่งต่างคนต่างก็คงจะอ้างกฎหมายกันไป หากไม่เป็นผลเราก็จะเอาคนลงไปเดิน ซึ่งรถนั้นทิ้งไม่ได้เด็ดขาด เพราะกว่าที่พี่น้องเราจะได้รถแต่ละคันกันมา บางคนก็ไม่กล้าเอารถมาด้วยซ้ำ เราจะต้องเอารถไปด้วย”

กรณีที่มีข่าวว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเอารถมากั้นขวางทางจราจรไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางเข้ากรุงเทพได้นั้น ทางกลุ่มเสื้อแดงได้เตรียมปลาร้าและรถสูบส้วมไว้เป็นอาวุธเสริมในการสลายกำลังเจ้าหน้าที่ นายนาวิน บอกว่า ไม่มี

“ที่ว่ามีรถสูบส้วมนั้นทางกลุ่มผมไม่มีนะ แต่ภาคอื่นผมไม่รู้ แต่ถ้าถามว่ามีเป็นถุงหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่”

นายนาวิน ยังประเมินสถานการณ์ของการชุมนุมครั้งนี้อีกว่า เหล่าบรรดาพี่น้องภาคเหนือที่มาครั้งนี้มีเป้าประสงค์หลักคือถ้ารัฐบาลไม่ไปก็ไม่กลับ

“วันนี้ภาคเหนือเรามาเกินแสนคน มาจนเต็มสนามกีฬากลาง จ.นครสวรรค์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินไปถึงวันที่ 15-16 มีนาคม ทุกคนพร้อมจะอยู่อย่างแน่นอน เพราะเมื่อตอนที่ผมไปรวบรวมคน ผมบอกเลยว่าการไปชุมนุมครั้งนี้ยาวนะ ถ้าไม่เลิกเราไม่กลับ ทุกคนต่างก็รอวันนี้วันที่จะลงมาต่อสู้ใหญ่ พี่น้องเรามีความตั้งใจที่จะมาเพราะฉะนั้นไม่ได้มากันแค่วันสองวันแน่นอน ถ้ารัฐบาลไม่ไปเราก็ไม่กลับ”

ผลลัพธ์การสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจะเป็นเช่นไร อีกไม่กี่ชั่วโมงคงได้รู้ผลกัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ