
จีนจำเป็นต้องอัดฉีด
วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานบทความของ ยูคอน หวง นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันคาร์เนกีเอนโดวเมนต์ เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศของสหรัฐและเป็นอดีตผู้อำนวยการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศจีน ถึงการโต้เถียงกันอย่างหนักต่อนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ว่าจีนควรจะเดินหน้ารูปแบบการกระตุ้นเหมือนเดิม หรือเบนเข็มไปสู่การกระตุ้นผู้บริโภคภายในประเทศตามที่โลกตะวันตกแนะนำ
วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานบทความของ ยูคอน หวง นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันคาร์เนกีเอนโดวเมนต์ เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศของสหรัฐและเป็นอดีตผู้อำนวยการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศจีน ถึงการโต้เถียงกันอย่างหนักต่อนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ว่าจีนควรจะเดินหน้ารูปแบบการกระตุ้นเหมือนเดิม หรือเบนเข็มไปสู่การกระตุ้นผู้บริโภคภายในประเทศตามที่โลกตะวันตกแนะนำ
หวง ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มที่คัดค้านนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนบางกลุ่มที่โต้แย้งว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่ผ่านมานั้นรังแต่จะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มในเชิงปริมาณเท่านั้นเอง แต่ทว่าศักยภาพและปริมาณการบริโภคในประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งรัฐบาลจีนควรจะหันมากระตุ้นในด้านนี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หวง เห็นว่าการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศแต่เพียงอย่างเดียวเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสมอไปนัก โดยสิ่งที่จีนควรเร่งกระทำต่อจากนี้การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่า ด้วยการใช้มาตรการการกระตุ้นผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐดังที่เคยใช้มาตลอดต่อไป
ทั้งนี้ ในช่วง 2 ทศวรรษ ที่ผ่านมานั้นเห็นได้ชัดว่า การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลจีนนั้นนอกเหนือจากจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมแล้วยังทำให้เกิดผลพลอยได้ที่การบริโภคภายในนั้นก็เติบโตควบคู่ไปด้วยที่ระดับการเติบโตเฉลี่ยราว 8% ของทุกปี
กระนั้น หวง ไม่แนะนำให้รัฐบาลจีนใช้การกระตุ้นผ่านการอัดฉีดและปล่อยสินเชื่อในปริมาณมหาศาลเหมือนเมื่อครั้งปี 2551 ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบข้างเคียงคือ ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง
แต่จีนควรหันมาเน้นปฏิรูปในเชิงโครงสร้างเหมือนเมื่อครั้งที่จีนเคยใช้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 มากกว่า อันประกอบไปด้วยการเปิดโอกาสให้กับภาคเอกชนมากขึ้น และการเร่งพัฒนาเขตเมือง ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจีนไปได้พร้อมๆ กัน







