
คดีตัวอย่าง
การล่มสลายของระบบสถาบันการเงินในวิกฤตต้มยำกุ้งจนไทยต้องเข้าโครงการขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
การล่มสลายของระบบสถาบันการเงินในวิกฤตต้มยำกุ้งจนไทยต้องเข้าโครงการขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากการปล่อยกู้ไร้กฎเกณฑ์ เป็นผลมาจากความโลภ การไร้ระบบการตรวจสอบ และการไร้จรรยาบรรณของผู้บริหารธนาคาร หลังจากเกิดวิกฤตประเทศไทย ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบการปล่อยกู้ เพิ่มการกันสำรองหนี้เสีย ห้ามลูกหนี้นั่งเป็นกรรมการธนาคาร ห้ามธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทในเครือญาติของผู้บริหาร
แต่การที่อัยการสูงสุดนำหลักฐานจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยที่ไม่โปร่งใสและทำให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารเป็นมูลค่า 9,000 ล้านบาท
ทั้งนี้อัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และบริษัทในเครือของบริษัท กฤษดามหานคร กับพวกรวม 27 ราย เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ
การที่อัยการสั่งฟ้องคดีนี้ แสดงให้เห็นว่าหากระบบดีเพียงใดก็ไม่อาจจะป้องกันได้หากพนักงานไม่ตระหนักว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การดำเนินการใดๆ ต้องยึดถือผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ ไม่ใช่เป็นมืออาชีพรับจ้างบริหารและละเลยไม่รอบคอบในการทำงานเพราะไม่ได้เป็นสินทรัพย์ของครอบครัว
กรณีที่เกิดขึ้นกับธนาคารกรุงไทย ไม่น่าจะเป็นธนาคารของรัฐแห่งเดียวที่มีปัญหา ก่อนหน้านี้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้บริหารก็ถูก ป.ป.ช.สั่งฟ้องพัวพันทุจริตเช่นกัน
และหากเจาะลึกเข้าไปในไส้ในของธนาคารของรัฐอีกหลายแห่งจะพบปัญหามากมายยิ่งขึ้น เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลก็จะต้องเปลี่ยนคณะกรรมการและผู้บริหารใหม่ เอาคนของตัวเองเข้ามาเพื่อจะสั่งได้ ให้กู้ ให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ของรัฐบาลและพรรคพวกอย่างสะดวก
ปัญหานี้เป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าการคอร์รัปชันประเภทอื่น เพราะเมื่อแบงก์รัฐอ่อนแอ สุดท้ายกระทรวงการคลังก็ต้องนำเงินงบประมาณประเทศมาเพิ่มทุน อุ้มธนาคารจะปล่อยล้มเหมือธนาคารเอกชนก็ไม่ได้ ทำให้นักการเมืองยังคงตั้งหน้าตั้งตาใช้แบงก์รัฐเป็นแหล่งเงินนอกงบประมาณต่อไป
ความเสียหายของธนาคารรัฐนั้น เป็นสิ่งที่ทั้งกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าของธนาคาร และผู้บริหารธนาคารจะต้องตระหนักว่านี่คือทรัพย์สินของชาติและประชาชน ไม่ใช่ทรัพย์สินของนักการเมือง การสนองนโยบายควรจะทำกระอย่างพอดี ไม่มากเกินไปจนสร้าความเสียหาย
การจะห้ามไม่ให้รัฐบาลใช้แบงก์รัฐเป็นมือไม้ในการ บริหารเศรษฐกิจคงไม่ได้ แต่เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลการดำเนินงานและการใช้แบงก์รัฐสนองนโยบาย ควรกระทำอย่างพอดี เพราะนี่คือทรัพย์สินของชาติไม่ใช่ทรัพย์สินของนักการเมือง ขอให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่าง เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ให้ผู้บริหารแบงก์รัฐทั้งหลายตระหนักว่ามีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของนักการเมือง







