
โลกมองไทย
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. บิซิเนส วีก รายงานเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทย เนื่องมาจากความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยในรายงานระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยตกลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
อีกทั้งในรายงานยังระบุด้วยว่า ผลกระทบในครั้งนี้จะส่งผลกับสถาบันการเงินต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในไทย ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นอย่างมาก
ในรายงานยังได้มีการประเมินมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดจากการประท้วงในครั้งนี้ว่าจะอยู่ที่ราว 3,0005,000 ล้านบาทอีกด้วย ทั้งยังระบุว่า ถ้าเหตุการณ์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้เกิดความรุนแรงขึ้นจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะลดลงอยู่ที่ราว 23% ในขณะที่มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะอยู่ที่ราว 34%
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเรื่องสถานการณ์ความแห้งแล้งจากปรากฏการณ์เอลนินโญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวในไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก
บิซิเนส วีก ระบุว่า ปริมาณผลผลิตข้าวจากไทยจะลดลงในปีนี้ เพราะสภาพอากาศที่แห้งแล้งมากกว่าปกติ ส่งผลให้ข้าวและปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าว ซึ่งทางการไทยจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งจัดหามาตรการในการรับมืออีกด้วย
ทั้งนี้ มีการอ้างถึงคำพูดของชาวนาไทยที่ระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่มีภาวะแห้งแล้งมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
รายงานระบุว่า ไม่เพียงแต่ไทยเท่านั้น แต่ทว่ายังมีผลผลิตของน้ำมันปาล์มในมาเลเซียที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าว
บิซิเนส วีก ยังระบุด้วยว่า สิ่งที่จะมีผลตามมาก็คือ ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์จะเพิ่มสูงขึ้น และภาวะเงินเฟ้อในหมวดหมู่สินค้าประเภทอาหารเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน







