
เช็กกำลังมวลชน พธม.คึกคัก-นปช.เสียงแตก
สถานการณ์ทางการเมืองส่อเค้าไม่น่าวางใจ เมื่อแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
สถานการณ์ทางการเมืองส่อเค้าไม่น่าวางใจ เมื่อแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศระดมพลทั่วประเทศเตรียมพร้อม เนื่องจากอาจเกิดการรัฐประหาร จากความวุ่นวายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ชุมนุมประท้วงร่างพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติ 4 ฉบับ หน้ารัฐสภา
กล่าวได้ว่า การยกข้ออ้างรัฐประหารของแกนนำ นปช. เป็นการประสานจุดร่วมที่สำคัญของ นปช. หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีหลายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายปรองดอง
แต่ที่แน่ๆ กำลังหลักของ นปช. หรือคนเสื้อแดง ที่อาจจะระดมกันมานั้น จะเป็นส่วนของฐานเสียงการเมือง สส.ในพื้นที่ ขณะที่แกนนำที่เป็นภาคประชาชนนั้น ยังรอดูสถานการณ์ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างกฎหมายปรองดอง
พิชัย เกียรติวินัยสกุล สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สุชาติ ลายน้ำเงิน เลขานุการนายกรัฐมนตรี สั่งให้เตรียมพร้อม หากกลุ่ม พธม.จะบุกยึดทำเนียบรัฐบาลหรือขัดขวางการประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ขณะที่แกนนำเสื้อแดงภาคประชาชนอย่าง ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา ผู้ประสานงาน นปช. จ.พะเยา เห็นว่าทั้งพรรคประชาธิปัตย์ นปช. และ พธม. ต่างใช้สื่อในมือสร้างประเด็นที่ตอกย้ำความคิดเห็นที่แตกต่าง ยกระดับให้เป็นความขัดแย้งมากขึ้น ไม่ใช่ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะพื้นฐานทางความรู้สึกของกลุ่มคนต่างๆ ยังไม่ได้รู้สึกอยากปรองดอง
“สิ่งที่จะทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นได้คือ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งทางด้านจิตใจและด้านสังคม จะต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม ความรู้สึกย่อมดีขึ้น จะละลายความไม่เข้าใจให้น้อยลงและหมดไป” ผู้ประสานงาน นปช. กล่าว
ในฐานะที่ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม นปช.มายาวนาน และจากประสบการณ์ในการทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนมาในอดีต ศิริวัฒน์ วิเคราะห์สถานการณ์ว่า แม้แต่ตัวบุคคลที่มีความพยายามจะสร้างความปรองดองก็ยังเป็นเพียงการสร้างภาพเท่านั้น ขณะที่ความเป็นจริง คือ ความเจ็บปวด ความสูญเสีย ความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นกับประชาชน กลุ่มคน หรือตัวบุคคล ยังไม่ได้รับการดูแลให้ได้รับความเป็นธรรม จึงส่งผลกระทบถึงกฎหมายปรองดองว่าอาจจะเดินหน้าลำบาก
“ต่อให้สามารถเข็ญเข้าสู่วาระในรัฐสภาได้ก็ไม่สามารถจะดำเนินได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันจะเป็นประเด็นสร้างกระแสปลุกเร้าให้เกิดเหตุการณ์ขัดแย้งทางสังคมและการเมืองเพิ่มขึ้นด้วย”
แต่อย่างไรก็ตาม หลังสถานการณ์วุ่นวาย การประท้วงประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้นขว้างหนังสือใส่ประธาน ก็เป็นชนวนให้กลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ประมาณ 200 คน รวมตัวล้อมที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ สาขาเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.
กฤษณะ พรหมบึงร่า แกนนำกลุ่มเชียงใหม่ 51 ได้ปราศรัยโจมตีการกระทำของ สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อความวุ่นวาย ขณะเดียวกันกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ยังได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรรมการการเลือกตั้ง จ.เชียงใหม่ ให้ดำเนินการยุบพรรคประชาธิปัตย์ ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร และประกาศให้ประชาชนออกมาชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ขัดขวางไม่ให้ สส.เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ก่อนจะสลายตัวไปโดยไม่เกิดเหตุรุนแรง
สถานการณ์ที่ยังอึมครึม หลัง สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เลื่อนการประชุมเพื่อพิจารณากฎหมายปรองดองไปเป็นวันที่ 5 มิ.ย. ทำให้กลุ่ม พธม.เตรียมการชุมนุมกันอย่างคึกคัก กำลังหลักจากพื้นที่ภาคใต้ ก็เตรียมเดินทางขึ้นไปสมทบ ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ก็เตรียมพร้อม
ศักร์สฤษฏิ์ ศรีประศาสตร์ แกนนำเครือข่าย พธม.ตรัง เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์สนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนเพื่อคัดค้านร่างกฎหมายปรองดองจนถึงที่สุด โดยเปิดเวทีปราศรัยที่ด้านหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า พร้อมทั้งตั้งโต๊ะล่ารายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคมาตุภูมิ ผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภา ให้พ้นจากการเป็น สส.
“จะมีการตั้งศูนย์แบบเดียวกันนี้ในอีกหลายจังหวัด รวมทั้งการตั้งเวทีคู่ขนานไปกับการประท้วงที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ” ศักร์สฤษฏิ์ กล่าว
สถานการณ์ด้านการเมือง พรรคเพื่อไทยอาจได้เปรียบในการคุมเกมการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ทางด้านมวลชนนั้น ถือว่าน่าวิตก เพราะไม่เพียงความเห็นต่อร่างกฎหมายปรองดอง จะแบ่งแยกกลุ่ม นปช.ออกเป็น 2 ฝ่าย อีกด้านหนึ่งมวลชน พธม.ก็ยังคงเดินหน้าคัดค้าน
ดังนั้น การจุดประเด็นรัฐประหารขึ้นมาก็อาจเป็นไปได้ ที่เป็นการพลิกกลับสถานการณ์ของ นปช.ให้การประสานงานระหว่างทั้งสองกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่างลงรอยมาร่วมทาง ร่วมต่อสู้กันได้ดังเดิม
สถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ไป ต้องจับตาชนิดห้ามกะพริบ







