
ผมเป็นจำเลยหมายเลข1
การประท้วงขับไล่รัฐบาลคอร์รัปชันตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือน ก.ย. 2549 ไล่เรียงมาจนถึงการต่อต้านรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช”
การประท้วงขับไล่รัฐบาลคอร์รัปชันตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือน ก.ย. 2549 ไล่เรียงมาจนถึงการต่อต้านรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช”
“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” หรือแม้แต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เองก็หนีไม่พ้น เพราะขณะนี้ความขัดแย้งของร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ปะทุหนักจนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยกระดับการชุมนุมพุ่งเป้าไปที่การขับไล่ “นายกฯ หญิง” ด้วยปฏิเสธไม่ได้ว่าการต่อสู้ที่กินเวลาร่วม 7 ปี ของ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” ล้วนมีต้นตอมาจาก “อดีตน้องรัก” ที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร!
พล.ต.จำลอง เท้าความถึง “น้องรัก” คนสนิท ว่า สมัยก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ขับรถมาพบปะพูดคุยกันบ่อยครั้งตามประสาพี่น้องทหารตำรวจบ้านใกล้ เพราะตึกชินวัตรเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งอยู่ตรงสี่แยกราชวัตรไม่ไกลจากบ้านพักมากนัก กระทั่งวันหนึ่งบทสนทนาของการก้าวสู่ถนนการเมืองก็เริ่มต้นขึ้น
“เขาบอกผมว่า พี่ลอง ผมพอแล้วนะ กินใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด อยากจะมาทำงานการเมือง ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม แต่ผมเป็นคนขี้เกรงใจ ก็บอกไปว่า คุณน่าจะไปตั้งพรรคใหม่ จะได้ทำตามแนวทางที่ต้องการไม่ต้องเดินตามกฎระเบียบที่พรรคตั้งไว้ เขาหายไปพักหนึ่ง แล้วกลับมาบอกว่าตั้งไม่ได้ ประกอบกับช่วงนั้นรัฐบาลต้องเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงเห็นว่าน่าจะขอความดีเด่นดังของคุณทักษิณมาช่วยบ้านเมือง จึงชวนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี่คือจุดเริ่มต้น”
“ต่อมาผมก็มอบให้เขาเป็นหัวหน้าพรรคแทน เพราะอยากได้คนหนุ่มและกว้างขวางในวงการธุรกิจกว่าเรา ตอนแรกเขาเดินตามกรอบของพลังธรรมทั้งหมด ไม่ซื้อเสียง ไม่แจกข้าวของแลกคะแนนเสียง ไม่โกงทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่โป้ปดมดเท็จ จ้วงจาบหยาบช้า หรือใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองอื่น”
“สุดท้ายได้มาแค่ 23 ที่นั่ง!” เป็นจำนวนสส.ครึ่งหนึ่งของที่พรรคพลังธรรมเคยทำได้ 47ที่นั่ง ต่อมาพรรคพลังธรรมก้าวสู่จุดต่ำสุดในการเลือกตั้งปี 2539 เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ปรากฏว่าได้ สส.เพียงคนเดียว คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
“ผมรู้เลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมาถึงทางตันเพราะผม แต่ถึงทางตันแล้วผมถอย ตรงกันข้าม พ.ต.ท.ทักษิณกลับไปเลือกเล่นการเมืองแบบเก่าจนได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตอนที่เขาเปิดตัวพรรคไทยรักไทยที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีสมาชิกมาจากพลังธรรมกว่า 80% และก่อนจะตั้งพรรคไทยรักไทย คุณสุดารัตน์ที่เป็นเลขาพรรคพลังธรรมขณะนั้น ก็ไปตั้งกลุ่ม ‘พลังไทย’ กวาด สก.และ สข.ไปหมด เพื่อเป็นฐานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยต่างรู้กันดีว่าฐานเหล่านั้นล้วนมาจากพรรคพลังธรรม”
“ถ้าตอนนั้นผมไม่ดึงเขาเข้ามาในพลังธรรม พ.ต.ท.ทักษิณคงยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าจะโทษใครละก็ ผมนี่แหละเป็นจำเลยหมายเลข 1 แต่ผมจะรู้หรือว่าเขาจะโลภขนาดนี้” “จำเลย” ที่ชื่อ “พล.ต.จำลอง” กล่าวอย่างมีอารมณ์
“ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เห็นว่าเขาดี ผู้ใหญ่หลายคนก็เห็นว่าเขาเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ที่เขาขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเซกไม่สมควรอย่างยิ่ง เป็นการขายความมั่นคงของชาติและใช้ช่องทางกฎหมายหลีกเลี่ยงการเสียภาษี 2.6 หมื่นล้านบาท ถ้าผมจะเอาตัวรอดนั่งยิ้มเฉยๆ ก็ได้ เพราะเขาเป็นน้องผม ไม่ต้องมากินนอนกลางถนน 384 วัน 384 คืน แต่ผมทำไม่ได้ ต้องออกมาต่อต้าน เพราะมันทำลายชาติบ้านเมือง”
ถามว่า ได้คุยกับอดีตน้องรักบ้างหรือไม่ พล.ต.จำลอง ตอบว่า “ไม่ได้คุยกัน แต่เห็นเขาไปปราศรัยที่สนามหลวงด่าว่า พล.ต.จำลองหรือจะออกมากู้ชาติ หมาจรจัดยังเลี้ยงไม่ได้เลย จริงๆ แล้วผมไม่เคยออกไปโฆษณาหรือขอบริจาคเรื่องเลี้ยงหมาจรจัดมา 26 ปี แต่หลังจากที่เขาปราศรัยออกไปมีคนมาบริจาคเงินช่วยผม บอกผมว่าพอเจอหน้าผมก็นึกถึงหมา เหล่านี้มาจาก พ.ต.ท.ทักษิณที่ช่วยโฆษณา ต้องขอบคุณคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ” พล.ต.จำลองเล่าพลางหัวเราะ
“โดยส่วนตัวผมชอบเขานะ ถึงฟัดกันเกือบตายก็ยังนึกอยู่ว่าเขาเป็นน้องผม แต่เพื่อส่วนรวมแล้วจะปล่อยเขาไว้ไม่ได้” จำเลยหมายเลข 1 กล่าวทิ้งท้าย







