
"ซูจี" ลั่นช่วยแรงงานพม่าแนะอย่าเพิ่งกลับบ้าน ประเทศไม่พร้อม
ซูจีเยี่ยมแรงงานชาวพม่าที่ จ.สมุทรสาคร ลั่นพร้อมช่วยเหลือ ด้านชาวพม่าในไทยหลายพันคนแห่ต้อนรับสุดซึ้ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ซูจีเยี่ยมแรงงานชาวพม่าที่ จ.สมุทรสาคร ลั่นพร้อมช่วยเหลือ ด้านชาวพม่าในไทยหลายพันคนแห่ต้อนรับสุดซึ้ง มั่นใจประเทศกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ แต่ยังไม่กลับบ้าน
อองซานซูจี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่า และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านของพม่า เปิดฉากภารกิจการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในรอบ 24 ปี ด้วยการเดินทางมายังประเทศไทย และเดินทางไปเยี่ยมแรงงานชาวพม่าที่ จ.สมุทรสาคร เป็นแห่งแรก เมื่อช่วงเช้าวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยงานนี้ อองซานซูจี ได้ขึ้นปราศรัยให้กำลังใจแรงงานชาวพม่า พร้อมประกาศจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
อองซานซูจี ย้ำว่า แม้มีความต้องการที่จะให้ชาวพม่ากลับบ้าน ทว่าขณะนี้สถานการณ์ในประเทศยังไม่พร้อม โดยการปราศรัยครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางแรงงานพม่าหลายพันคนที่เดินทางมาเฝ้ารอรับกันอย่างเนืองแน่น
ผู้สื่อข่าวโพสต์ทูเดย์ เปิดเผยว่า สถานที่แรกที่เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเข้าเยี่ยมชมคือ ตลาดกุ้งมหาชัย ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของแรงงานพม่ากว่า 1,000 ครอบครัว โดยงานนี้ขบวนรถของ อองซานซูจี ได้เคลื่อนที่รอบตลาดเพื่อชมบรรยากาศทั่วไปและวิถีชีวิตของชาวพม่า
หลังจากนั้น อองซานซูจี ได้เดินทางไปยังศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านมหาชัยวิลล่า หมู่ 7 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยขึ้นปราศรัยบริเวณระเบียงชั้นสามของอาคาร ท่ามกลางชาวพม่าหลายพันคนที่แห่มาต้อนรับอย่างล้นหลาม โดยต่างโบกธงชาติและร่วมร้องเพลงชาติอย่างพร้อมเพรียง ต่างเปล่งเสียงตะโกนคำว่า “ซูจีจงเจริญ” ดังกึกก้องทั่วบริเวณ
“ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอยู่ที่ย่างกุ้ง เพราะแวดล้อมไปด้วยชาวพม่าที่ออกมาต้อนรับอย่างล้นหลาม” อองซานซูจี กล่าว และว่าเจ้าตัวตัดสินใจเดินทางมายัง จ.สมุทรสาคร ในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพม่าในไทย เพื่อรับทราบปัญหาต่างๆ ที่แรงงานพม่าต้องเผชิญ โดย อองซานซูจี ได้ให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือแรงงานชาวพม่าทุกคน แต่ก็ย้ำว่าอาจจะช่วยไม่ได้ทุกเรื่อง
“อย่ารู้สึกท้อถอยหรืออ่อนแอ วันนี้ฉันขอสัญญาว่าฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อพวกคุณ” อองซานซูจี ประกาศท่ามกลางเสียงเชียร์ โดยเลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ยังออกโรงเรียกร้องให้แรงงานพม่าในไทยเคารพและรักประเทศไทย ตั้งใจทำงาน เป็นคนดี อย่าสร้างปัญหาใดๆ และที่สำคัญคือ อย่าทำลายชื่อเสียงประเทศชาติ
ทั้งนี้ อองซานซูจี กล่าวว่า ต้องการให้ทุกคนกลับบ้านโดยเร็ว ทว่าเจ้าตัวมองว่าขณะนี้สถานการณ์ในประเทศยังคงไม่พร้อมสำหรับกลุ่มชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในต่างแดน โดยระหว่างที่ อองซานซูจี กำลังปราศรัยอยู่นั้น ชาวพม่าหลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ด้วยความปลาบปลื้มยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับ อองซานซูจี
หลังจากที่การปราศรัยสิ้นสุดลง อองซานซูจี ได้หารือกับตัวแทนแรงงานพม่า ผู้แทนจากหน่วยงานด้านแรงงานใน จ.สมุทรสาคร ตลอดจนเครือข่ายที่ดูแลแรงงานพม่าใน จ.สมุทรสาคร ที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ
ขณะที่บรรยากาศด้านนอกยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยชาวพม่าจำนวนมากที่ยืนรอส่ง อองซานซูจี โดยส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกดีใจที่สุดที่ได้มีโอกาสต้อนรับ อองซานซูจี ในวันนี้ และเชื่อมั่นว่า อองซานซูจี จะช่วยให้แรงงานทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“ผมทราบข่าวจากอินเทอร์เน็ตว่า อองซานซูจี จะมาไทย ผมจึงตัดสินใจมาปักหลักรอที่นี่ตั้งแต่หกโมงเช้า เพราะนี่คือครั้งแรกที่ผมจะได้มีโอกาสพบเธอ” ชาวพม่าซึ่งอาศัยอยู่ในไทยมานาน 13 ปี กล่าว
ด้าน เลิศ แรงงานชาวพม่าอีกราย เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้รัฐบาลพม่ากำลังเร่งปฏิรูปประเทศ แต่แรงงานพม่าส่วนใหญ่ไม่กล้ากลับบ้าน เพราะไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ชาวพม่าจะกลับประเทศได้
“ใครก็อยากกลับบ้านทั้งนั้น อยากกลับไปประเทศตัวเอง แต่ตอนนี้ยังกลับไม่ได้” เลิศ กล่าว
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังมองว่า อองซานซูจี คือความหวังเดียวในการสร้างความปรองดองในพม่า เนื่องจากเป็นบุคคลเดียวที่กลุ่มต่างๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกะเหรี่ยง กะฉิ่น หรือไทยใหญ่ จะยอมหารือด้วย
“อองซานซูจี ไม่ใช่คนโง่ ท่านจะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของใครอย่างแน่นอน” เลิศ กล่าว
ด้าน แอนดี ฮอลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอพยพย้ายถิ่น และนักวิจัยประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า การมาเยือนไทยครั้งนี้ของ อองซานซูจี เปรียบเสมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับชาวพม่า เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง และไม่สามารถยืนหยัดเพื่อตนเองได้
ทั้งนี้ แรงงานชาวพม่าส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่า อองซานซูจี จะสามารถคว้าชัยในศึกเลือกตั้งปี 2558 ได้ และต่างมองว่าการมาเยือนไทยของ อองซานซูจี ถือเป็นนิมิตหมายอันดี และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในพม่าด้วย







