posttoday
ความปลอดภัย

ความปลอดภัย

11 มีนาคม 2553

...อรุณ จิรชวาลา

ก็ต้องลุ้นกันครับ ว่าม็อบเสื้อแดงจากทุกสารทิศที่จะแห่เข้ากรุงภายใน 12 วันนี้ จะมีจำนวนมากสักแค่ไหน ตลอดจนจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเหมือนสงกรานต์ปีที่แล้วจนเกิดความเสียหายกับชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่

หวังว่าการที่นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกกำหนดการเดินทางไปออสเตรเลีย และรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จะช่วยให้การควบคุมสถานการณ์ดีขึ้น

สัปดาห์ที่แล้วรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงสร้างความฮือฮา ด้วยการออกมาเตือนคณะรัฐมนตรีให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว พร้อมกับบอกว่าถ้าใครอยากให้ส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปช่วยดูแล ก็พร้อมจะจัดการให้

ก่อนหน้านั้นอีกไม่เกิน 2 วัน ก็มีคนบุกเข้าไปปาอึใส่ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแม้จะไม่เป็นข่าวใหญ่เหมือนครั้งที่มีสิงห์มอเตอร์ไซค์บุกไปปาอึใส่บ้านนายกรัฐมนตรี แต่ก็ส่งกลิ่นเหม็นกว่า เพราะตามข่าวบอกว่าถุงอึแตกเลอะเทอะประตูทางเข้าอาคาร

ในคดีปาอึทั้งสองคดี คนทำมีอาการของคนเป็นโรคจิต แต่สังคมบางส่วนก็อดเคลือบแคลงไม่ได้ว่าเพี้ยนจริงหรือแกล้งเพี้ยน มีผู้บงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ มีค่าจ้างนับล้านบาทตามที่ร่ำลือจริงหรือไม่

ที่แน่นอนคือ ถึงจะมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ตำรวจก็คงสาวไปไม่ถึงตัวอยู่ดี

ระบบรักษาความปลอดภัยให้กับคนในระดับผู้นำในบ้านเมืองเรา ดูคล้ายกับเป็นการทำกันแบบเล่นๆ ใครอยากจะบุกเข้าไปล้มการประชุมผู้นำระหว่างประเทศก็ทำได้ ดักล้อมกรอบรถนายกรัฐมนตรีก็ทำได้ บุกปาอึใส่บ้านก็ทำได้อีก

บทเรียนจากครั้งแรกๆ ไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ครั้งต่อๆ ไป

มีคนบอกว่า อาจเป็นเพราะประเพณีการต่อสู้ชิงเมืองในระดับสูงของเราไม่นิยมความป่าเถื่อน รุนแรง จนเคยเป็นที่กล่าวขานกันว่า ใครเริ่มใช้ความรุนแรงก่อน คนนั้นจะเป็นฝ่ายแพ้ แม้แต่การยึดอำนาจด้วยกำลังทหาร ก็ยังใช้วิธีนับกองพลกับยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์ ทำให้ความจำเป็นของระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็งมีไม่มากนัก และหน่วยงานด้านรักษาความปลอดภัยไม่มีประสบการณ์เท่าที่ควร

ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็อาจถึงเวลาต้องปรับตัวกันแล้ว เพราะความขัดแย้งในระดับสูงในครั้งนี้ ดูจะยืดเยื้อและขมขื่นกว่าที่เคยเป็นในอดีต ทำให้อาจไม่มีการยึดถือประเพณีการต่อสู้แบบสุภาพบุรุษอีกต่อไป

นอกจากนี้ ถ้าเราสังเกตดูการช่วงชิงอำนาจในระดับต่ำลงมา ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระดับท้องถิ่น หรือในวงการธุรกิจ เราคงต้องยอมรับว่า สังคมเรายังนิยมความรุนแรงอยู่ไม่น้อย การฆ่าฟันกันเองและฆ่าฟันผู้อื่นในหมู่ผู้มีอิทธิพลยังเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

ผมอยากให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับความแตกร้าวของสังคมไทยในครั้งนี้ ดังนี้

หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างให้ข่าวว่าถูกฝ่ายตรงข้ามปองร้าย เท็จจริงอย่างไรประชาชนคนนอกคงไม่อาจทราบชัด แต่ถึงเป็นเรื่องจริงก็คงไม่มีใครแปลกใจ

สอง ต่างฝ่ายต่างแทรกซึมลึกเข้าไปถึงแกนกลางของอีกฝ่าย ทำให้เรื่องที่ควรเป็นความลับไม่เป็นความลับ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีการใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง คือ เอาเรื่องลวงหรือเรื่องพรางให้ฝ่ายตรงข้ามล้วง สำหรับเรื่องที่อยากให้เป็นความลับอย่างแท้จริงต้องเป็นเรื่องที่คุยกันในวงเล็กมาก หรือระหว่างคน 2 คนเท่านั้น เป็นต้น

สาม ความเชื่อ หรือความฝักใฝ่ทางการเมืองในหมู่ประชาชนเป็นเรื่องที่แยกได้ยาก แค่ดูหน้าหรือดูพื้นเพไม่สามารถทำให้ทราบชัดว่า ลึกๆ แล้วบุคคลนั้นใส่เสื้อสีอะไร เสื้อแดงในหมู่คนชั้นสูงและคนมีการศึกษาสูงก็มี เสื้อเหลืองในหมู่คนขับแท็กซี่และคนอีสานก็ไม่น้อย

จากข้อสังเกตข้างต้น ทำให้ผมรู้สึกเห็นใจคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่อาจกลายเป็นเป้าของการปองร้าย ทั้งๆ ที่สิ่งที่ทำไปไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง บุคคลเหล่านี้มีทั้งรัฐมนตรี ตุลาการ กรรมการ ป.ป.ช. กับ คตส. เป็นต้น และที่ยิ่งเห็นใจเป็นพิเศษ คือ ครอบครัวของบุคคลเหล่านี้ ที่ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนโดนผลกระทบของการคุกคามนี้ไปด้วย

ผมอยากให้คำแนะนำทุกท่าน ไล่เรียงลงมาตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและครอบครัว ซึ่งอาจเป็นเป้าหมายหลักของการคุกคาม ดังนี้

ข้อแรก อยากเห็นการรื้อระบบรักษาความปลอดภัยของคนในระดับผู้นำอีกครั้ง ที่ผ่านมาเราแค่มอบหมายให้หน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้รับผิดชอบ ซึ่งต้องยืนยันว่าไม่เพียงพอครับ อย่าลืมว่าแต่ละหน่วยงานก็อาจถูกแทรกซึมจนถึงแก่นอยู่แล้ว รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ถูกจัดส่งมาให้ความคุ้มครอง ดูเพียงหน้าจะรู้ซึ้งไปถึงใจได้อย่างไร บางคนอาจฝักใฝ่ฝ่ายตรงข้ามก็เป็นได้

ข้อที่สอง รัฐอาจจัดสรรงบประมาณให้คนในระดับผู้นำที่ถูกคุกคามเป็นรายบุคคล ให้ไปดำเนินการหาบอดีการ์ดเองบางส่วน เพื่อช่วยเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง การมีมืออาชีพที่ตนไว้วางใจช่วยดูอาจช่วยให้เกิดความอบอุ่นใจมากขึ้น

ในประเด็นนี้ผมอยากชี้ให้เห็นว่า ผู้นำท้องถิ่นและนักธุรกิจที่มีความจำเป็นในเรื่องการรักษาความปลอดภัย น้อยรายจะพึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นหลัก เกือบทุกรายต่างต้องพึ่งตนเองโดยอาศัยบอดีการ์ดส่วนตัวทั้งสิ้น

ข้อสุดท้าย พาลูกพาเมียย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดมิเนียม ระบบรักษาความปลอดภัยของคอนโดมิเนียมสมัยใหม่ดีมาก ดีกว่าบ้านนายกรัฐมนตรีเสียอีก นอกจากมียามรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นตอนไปเข้าห้องน้ำแล้ว ประตูเข้าออกยังต้องใช้คีย์การ์ดหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ มีเครือข่ายกล้องวงจรปิดครอบคลุมพื้นที่แทบทุกตารางนิ้ว นอกจากนี้บางตึกลิฟต์ต้องใช้กุญแจด้วย และจะเปิดให้เฉพาะชั้นที่แต่ละคนอยู่ ใครจะบุกเข้าไปปาอึไม่มีทางทำได้ง่ายๆ

ไม่มีเงินซื้อหรือเช่าคอนโดมิเนียมอยู่ จะไปเช่าแฟลตแถวอนุสาวรีย์แทนก็ได้นะครับ ความปลอดภัยอาจด้อยกว่าคอนโดมิเนียมหรูอยู่บ้าง แต่ก็ยังน่าจะดีกว่าอยู่บ้าน แถมยังใกล้ทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นที่ทำงานด้วย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ