
วิกฤตหนี้ยุโรปแรงส่อกระทบทั่วโลก
ไอเอ็มเอฟหวั่นโลกเจอพิษวิกฤตหนี้ยูโรโซนแรงกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เพราะเหตุเศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น
ไอเอ็มเอฟหวั่นโลกเจอพิษวิกฤตหนี้ยูโรโซนแรงกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เพราะเหตุเศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดว่า ทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ต่างเสี่ยงต่อผลกระทบวิกฤตการณ์หนี้ในยุโรปมากขึ้นกว่าเดิม และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่วาณิชธนกิจเลห์แมน บราเธอร์สล่มสลายเมื่อปี 2551 ด้วยซ้ำ เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องทางระบบเศรษฐกิจถึงกันมากกว่า
“โลกของเรามีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น และมากกว่าทุกๆ ครั้งที่เคยมีมา” นายซูมิน รองกรรมการผู้จัดการของไอเอ็มเอฟชาวจีน กล่าวกับรอยเตอร์ส
งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า ในปี 2546 นั้น การเชื่อมโยงของตลาดตราสารอนุพันธ์ระหว่างสหรัฐและทวีปเอเชียมีสัดส่วนเพียง 42% ทว่าปัจจุบันความเชื่อมโยงได้เพิ่มขึ้นเป็น 81%
ความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นนี้คล้ายคลึงกับในระบบซัพพลายเชนที่ทำให้เกิดผลกระทบลุกลามไปยังภูมิภาคต่างๆ อย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น อาทิ กรณีเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นและภาวะน้ำท่วมในไทยเมื่อปีที่แล้ว โดยความเสี่ยงของผลกระทบจากภายนอกต่อผลผลิตอุตสาหกรรมนั้นได้เพิ่มขึ้นเป็น 40% จากเดิมที่ 30%
บริษัท มาร์กิต ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินในอังกฤษ เปิดเผยเช่นกันว่า ปัญหาในยุโรปได้เริ่มส่งผลกระทบให้เห็นแล้วใน 3 ประเทศเขตเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ได้แก่ จีน ยุโรป และสหรัฐ
ทั้งนี้ ดัชนีภาคการผลิตของจีนในเดือน เม.ย. ได้หดตัวลงจากผลพวงที่ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ในยุโรปเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ตัวเลขการปล่อยกู้ของภาคธนาคารก็ชะลอตัวลงเช่นกัน ซึ่งแนวโน้มที่จะเห็นเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังมีระดับการเติบโตที่เชื่องช้าเกินไป ส่วนเศรษฐกิจของยูโรโซนก็อยู่ในภาวะถดถอย ขณะที่การเติบโตของประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ก็เริ่มชะลอตัวลง
ด้าน นายโดเมนิโก ลอมบาร์ดี นักวิชาการจากสถาบันบรูกกิงส์ ในสหรัฐ ระบุว่า บรรดานักการทูตวงในกำลังวิตกกังวลกันมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาของสเปน เพราะถ้าหากกรีซเกิดล่มสลายทางเศรษฐกิจขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบขนาดใหญ่ตามมา
“นี่เป็นวิกฤตการณ์อย่างเป็นระบบ และจะเกิดผลกระทบเกี่ยวเนื่องตามมาอย่างเป็นระบบด้วยจากวิกฤตการณ์ในกรีซลามไปสู่เขตเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจังเท่าไรนัก” นายลอมบาร์ดี กล่าว







