
ลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจคิดง่ายทำยาก
ชัดเจนมาตลอดสำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์/ชลลดา อิงศรีสว่าง
ชัดเจนมาตลอดสำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา เพื่อดึงให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลงมาด้วย อันจะนำไปสู่การอ่อนตัวของค่าเงินบาทและกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้ง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กับ วีรพงษ์ รามางกูร ว่าที่ประธานกรรมการ ธปท. ก็มีแนวคิดนี้เหมือนกัน และก็ขยันพูดเสียงดังให้ได้ยินกันชัดๆ ด้วย
ลำพังคนสำคัญต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ 2 คนนี้พูด ก็ทำให้ผู้บริหาร ธปท.เหนื่อยแล้ว ก็ยังมีการสามัคคีชุมนุมมาจาก อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาผสมโรงอีกว่า น่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ สศช.ประกาศออกมาว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้มีอัตราการขยายตัว 0.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าสูงกว่าสำนักวิจัยอื่น ที่คาดการณ์ว่าไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยจะติดลบจากปัญหาน้ำท่วมในปลายปีก่อน
เมื่อตัวเลขไตรมาสแรกออกมาดี รวมถึงการปรับตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ของ สศช.ที่มองว่าเศรษฐกิจดีขึ้นเป็น 5.5-6.5%
ในทางเศรษฐ ศาสตร์การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายจะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ธปท.จึงต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่า เพื่อหนุนการส่งออกให้เกิดเม็ดเงินเข้าประเทศ
แต่ยามใดที่เศรษฐกิจดีเฉลี่ยทั้งปีเติบโต 6% เหมือนที่ สศช. กระทรวงการคลัง และ ธปท.มองในตอนนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายแต่อย่างใด
นอกจากนี้ การที่เกิดอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมากในช่วงนี้ ก็ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่กล้าที่จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากนัก จึงเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ใน 2 รอบของการประชุมบอร์ด กนง. เพราะเกรงว่าจะไปกระตุ้นเงินเฟ้อซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าประชาชน
สิ่งที่ สศช.น่าจะกังวลถึงผลที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้ามากกว่าการชี้นำนโยบายการเงิน คือ การเป็นหน่วยงานที่ดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดูแลอัตราการก่อหนี้ภาคครัวเรือน และดูแลอัตราการออมต่อหัวของประชาชน ซึ่งจะทำให้สังคมยั่งยืนกว่าการเป็นหน่วยงานที่โอนอ่อนตามนโยบายทางการเมือง
หาก สศช.ต้องการเห็นการใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องหันกลับมาดูเงินเฟ้อที่กำลังเป็นปัญหา และคาดว่าจะเป็นปัญหาในระยะต่อไปทั้งปี ลำพังขณะนี้เงินเฟ้อก็เร่งตัวกินผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้ปีละ 3% กว่า ถ้าหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีก 15% เท่ากับฝากเงินอย่างไรก็ติดลบ จากเงินเฟ้อที่มีการคาดการณ์แล้วว่าปีนี้อาจอยู่ที่ 4%
ฉะนั้น หาก ธปท.ลดดอกเบี้ยชี้นำธนาคารพาณิชย์อีก คราวนี้กลุ่มผู้ฝากสูงอายุ กลุ่มคนวัยเกษียณ ซึ่งต้องใช้ดอกเบี้ยจากเงินฝากเพื่อใช้จ่ายก็จะยิ่งเดือดร้อน
ทางกลับกันเมื่อธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ย ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการจับจ่าย คนกู้เงินใช้เงินมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ถูก แต่ภาวะที่ควรทำเช่นนั้นก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจป่วยไข้ต้องได้รับยา หากเศรษฐกิจดีแต่กระตุ้นให้คนกู้ โดยไม่ดูแลฝั่งคนฝากเงิน ก็จะยิ่งเกิดปัญหา
อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยจะเพิ่มหรือจะลดขึ้นอยู่กับความต้องการ (ดีมานด์) และปริมาณเงิน (ซัพพลาย) ด้วย จากตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อ ที่ นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกมีสัญญาณตึงตัวขึ้นบ้าง โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมบี/อีของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 90.2% จาก 89.9% เมื่อสิ้นปี 2554 ซึ่งสภาพคล่องที่มีเริ่มตึงตัวมาจากการ ขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ที่เติบโตขึ้น
ไตรมาสแรก สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 13.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นจากปลายปีที่ขยายตัว 14% ขณะที่การขยายตัวของเงินฝากและตั๋วแลกเงินบี/อี (B/E) ขยายตัวในระดับ 9.9% ชะลอตัวลงจากที่เติบโตในระดับ 13.0% ในสิ้นปี 2554
สิ่งที่ ธปท. แถลงตัวเลขออกมาแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มดอกเบี้ยยังคงเป็นขาขึ้น เพราะธนาคารต่างระดมเงินฝากเพื่อมาปล่อยกู้ จึงเห็นการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในขณะนี้
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ย้ำว่าเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแรงกดดันต่อเนื่อง จึงไม่เอื้อต่อการลดดอกเบี้ย
“ตอนนี้ไม่มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เรื่องดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ขนาดนี้ ถ้า สศช.กับแบงก์ชาติคาดจีดีพีปีนี้ถึง 6% ก็เท่ากับมั่นใจในเศรษฐกิจ” เชาว์ กล่าว
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญสุดขณะนี้ที่ต้องจับตาคือ ปัญหาหนี้ในกรีซ ทำให้สภาพเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (อียู) มีความเปราะบาง ขณะนี้ต้องรอผลการเลือกตั้งในกรีซวันที่ 17 มิ.ย. หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้วรัฐบาลใหม่ไม่ยอมรับนโยบายรัดเข็มขัด ก็จะสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินโลกและสถาบันการเงินต่างๆ ในโลกที่อาจต้องยอมยกหนี้ ตัดเป็นหนี้สูญให้กับกรีซ สภาพเศรษฐกิจในอียูขณะนี้จึงมีความเสี่ยงสูง หากกรีซไม่อยู่ในกลุ่มอียู ความเสียหายก็ยิ่งกระทบเป็นลูกโซ่
ขณะที่อีกฟากเศรษฐกิจประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ก็เริ่มชะลอตัว ราคาที่อยู่อาศัยในจีนปรับตัวลดลง เศรษฐกิจจีนขณะนี้เริ่มอยู่ในระยะที่เรียกได้ว่าชะลอตัว ดังนั้นช่วงครึ่งปีหลังไทยจะเจอสภาพความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสูง โดยมีปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจต่างประเทศ สิ่งที่ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจต่างประเทศส่งผลต่อความผันผวนในขณะนี้คือ ราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ก็เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน
เชาว์ เชื่อว่า ธปท. จะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้ตามสภาวการณ์ หากอนาคตอียูเกิดกรณีเลวร้าย การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยเหลือภาคส่งออกจึงแทบไม่ต้องใช้ เพราะหากอียูเกิดปัญหา ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะกลับมาแข็งค่า เงินบาทก็จะอ่อนค่า เพราะเงินเหรียญสหรัฐแข็ง บาทอ่อนก็ไม่มีปัญหากับภาคส่งออก
เมื่อหน่วยงานต่างๆ ของรัฐคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโตถึง 6% คำตอบก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เงินบาทอ่อน ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ต้องติดกับเงินเฟ้อซึ่งจะสร้างปัญหายุ่งยากตามมาไม่จบสิ้น
อย่างไรก็ดี แม้นายแบงก์จะเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ไม่เป็นแรงกดดันให้ดอกเบี้ยขึ้นหรือลง ตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อจะเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ดอกเบี้ยนโยบาย
แม้ยังไม่จำเป็นต้องใช้การลดดอกเบี้ยกระตุ้น แต่ทางรัฐบาลก็ยังอยากจะเห็นดอกเบี้ยลดลงอยู่ดี
ฉะนั้น ปรากฏการณ์สามัคคีกดดัน ธปท.จะดำเนินต่อไป เพื่อความสะใจหรือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป







