
กมธ.แฉหนี้อบท.พุ่ง1.4หมื่นล้าน
กมธ.ติดตามงบ แฉ หนี้อบท.พุ่ง 1.4 หมื่นล้าน ร่อนขอข้อมูลแบงก์เช็คยอดกู้หวั่นหนี้สาธารณพุ่ง
กมธ.ติดตามงบ แฉ หนี้อบท.พุ่ง 1.4 หมื่นล้าน ร่อนขอข้อมูลแบงก์เช็คยอดกู้หวั่นหนี้สาธารณพุ่ง
นายสุทธิชัย จรูญเนตร สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และ นายพงษ์ศักดิ์ เรือนเงิน สส. บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ในฐานะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันแถลงว่า กมธ.ได้พิจาณาเรื่องร้องเรียน ของกลุ่มเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น กรณีการกู้เงินขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด พ.ศ. 2553 จากธนาคารออมสิน 410 ล้านบาท ซึ่ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ดเสนอขออนุมัติ เงินกู้กับผวจ.ร้อยเอ็ดเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2553 แต่กลับมาขออนุมัติจากที่ประชุมสภาอบจ.เพื่อมีมติในวันที่ 30 ส.ค. 2553
นอกจากนี้ นายก อบจ.ไปขอกู้เงินจากธนาคารออมสิน ทั้งที่ผวจ.ร้อยเอ็ดอนุมัติให้กู้กับธนาคารกรุงไทย โดยนายกอบจ.อ้างว่าดอกเบี้ยถูกกว่า ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้ กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจะให้คำตอบในการประชุมกมธ.นัดหน้า วันที่ 24 พ.ค. ว่าปฏิบัติถูกต้องตามข้อกฎหมายหรือไม่
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ทางกมธ.มีความเป็นห่วงการกู้เงินขององค์การปกคร้องส่วนท้องถิ่น เพราะจากการตรวจสอบคร่าวๆ แค่ธนาคารออมสินเพียงแห่งเดียวมียอดกู้เงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท ซึงในอนาคต หากไม่มีมาตรการออกมากำกับดูแลการบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ก็น่าเป็นห่วงว่าหนี้สาธารณะของประเทศที่จะสูงขึ้น จนเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพการเงินประเทศชาติ
ทั้งนี้ ทางกมธ.ได้ทำหนังสือไปยังธนาคารต่างๆ เพื่อขอรายละเอียดกรปกครอวส่วนท้องถิ่นใดบ้างขอกู้เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ซึ่งหลังจากทราบตัวเลขหนี้ทั้งระบบจะได้มีการเปรียบเทียบกับตัวเลขของกรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นว่าตรงกับที่รายงานกับต้นสังกัด ก่อนที่จะนำส่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ตรวจสอบการใช้งบว่าองค์กรเหล่านี้ส่อไปในทางมิชอบหรือไม่
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า กมธ.จะนำกรณีอบจ.ร้อยเอ็ดมาเป็นต้นแบบในการศึกษา และดำเนินให้เกิดก็การเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารงบประมาณที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องร่วมมือกับกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมตรวจสอบวางมาตรการแก้ไขด้วย เพราะเงินกู้เหล่านี้ น่าเป็นห่วงจะเป็นหนี้สาธารณะ แม้กระทรวงการคลังจะระบุว่า ไม่เป็นหนี้สาธารณะเพราะเป็นหนี้ที่องค์กรส่วนท้องถิ่นกู้ยืมเงินจากธนาคารแต่ละแห่งทั้งที่ข้อเท็จจริง องค์กรเหล่านี้ต้องของบประมาณไปอุดหนุน และเมื่อไม่สามารถจ่ายหนี้ก็จะถูกนับรวมไปเป็นหนี้สาธารณะอยู่ดีจึงน่าหวั่นเกรงว่าที่สุดแล้วจะเป็นหนี้สาธารณะเช่นเดียวกับวิกฤติหนี้ในยุโรปในขณะนี้







