posttoday
รื้อจำนำข้าว ก่อน'หายนะ'มาเยือน

รื้อจำนำข้าว ก่อน'หายนะ'มาเยือน

16 พฤษภาคม 2555

สัญญาณเตือนความหายนะทางการคลังของประเทศดังชัดเจนมากขึ้นทุกที เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์

โดย...จตุพล สันตะกิจ

สัญญาณเตือนความหายนะทางการคลังของประเทศดังชัดเจนมากขึ้นทุกที เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ แสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่รัฐบาลไทยหันไปพึ่งพาเงินนอกงบประมาณมากขึ้น

เสียงจิ้งจกร้องทักคนยังต้องฟัง เสียงเตือนจาก “สถาบันฝรั่ง” แม้ไม่เชื่อ แต่ต้องเงี่ยหูฟัง

เพราะวันนี้นโยบายรัฐบาลที่สำคัญและใช้เงินนอกงบประมาณสูงมาก คือ การใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด

ล่าสุดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้รัฐบาลเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกแล้วกว่า 1.8 แสนล้านบาท คาดว่าต้องใช้เงินเพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท ในการรับจำนำข้าวนาปรัง

ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลยังเป็น “ลูกหนี้” รายใหญ่ของ ธ.ก.ส. เนื่องจากการนำเงินมาใช้จ่ายในโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรก่อนปี 2554 กว่า 1 แสนล้านบาท

แต่สิ่งที่น่ากังวลใจยิ่งกว่า คือ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 รัฐบาลเพื่อไทยยังยืนยันเดินหน้านโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด

“นโยบายจำนำข้าวของเรายังเหมือนเดิม คือ รับจำนำทุกเมล็ด” บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ระบุ

รื้อจำนำข้าว ก่อน'หายนะ'มาเยือน

หากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ ตั้งเป้าหมายรับจำนำจะอยู่ที่ 25 ล้านตัน เท่ากับปีที่แล้ว และต้องใช้วงเงินกว่า 4.1 แสนล้านบาท และโอกาส “เข้าเป้า” ก็สูง เพราะไม่มีน้ำท่วม

อีกทั้งราคาจำนำข้าวที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน จูงใจให้ทั้งนายทุน ชาวนา ชาวนาอาชีพ ชาวนามือสมัครเล่น และชาวนา Part-Time หันมาเอาดีในการปลูกข้าว แม้มีความเสี่ยง “นาล่ม” เพราะฝนฟ้าไม่เป็นใจก็ตาม

ยิ่งเป็นชาวนารายใหญ่ต้นทุนปลูกอยู่ที่ 6,000 บาทต่อตัน แม้ขายข้าวได้ราคา 1.1-1.2 หมื่นบาทต่อตัน ก็ยังกำไร 50% ต่อรอบการปลูก

แต่นั่นทำให้รัฐบาลต้องมีภาระจากโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวกว่า 7 แสนล้านบาท

หากทำกันทุกปีไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็เป็นเงินที่มากพอจะทำให้ “เครดิต” การเงินการคลังของประเทศอยู่ระดับ “หายนะ”

ส่วนข้าวสารที่รัฐบาลกอดไว้ในสต๊อก และหวังว่าจะรอขายเป็น “คนสุดท้าย” เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ เช่น อินเดีย เวียดนาม หรือผู้เล่นรายใหม่จากอเมริกาใต้ที่หันมาปลูกข้าวกันมากขึ้น ไม่มีข้าวจะขายแล้ว

คงเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ

“ณ วันที่ 7 พ.ค. รัฐบาลเก็บข้าวสารในสต๊อกกว่า 10 ล้านตัน และจะสังเกตได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้ คือ รับจำนำข้าวมาเก็บไว้” สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าว

ข้าวสารในสต๊อกของรัฐไม่ต่างจาก “ทุนสำรองฯ” ของนักการเมือง ที่ถูกล้วงมาใช้ทุกครา เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง

บางสมัยมีเสียงร่ำลือกันว่า รัฐมนตรีที่นั่งทับกองข้าวสมัยหนึ่งสั่งระบายข้าวสาร 2 ล้านตัน เงินไหลเข้ากระเป๋าเป็นพันล้านบาท ยกฐานะจากมหาเศรษฐีเป็น “อภิมหาเศรษฐีภูธร” กันข้ามคืน

บางสมัย “คลังข้าวหลวง” มีการงุบงิบขายหาเงินเข้าพรรค พรรคละ 500 ล้านบาทบ้าง 1,000 ล้านบาทบ้าง เกิดปรากฏการณ์ “พูดไม่ออก เพราะข้าวจุกปาก”

ส่วนนโยบายจำนำข้าวที่รัฐบาลหวังให้ชาวนานับล้านมีรายได้จากการจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทต่อตัน

แต่ความเป็นจริง “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” ชาวนาตัวจริงที่ก้มหน้าก้มตาทำนาหลังขดหลังแข็ง แต่ไม่มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ บางรายจำยอม “ขายสิทธิ” ใบประทวน 500-1,000 บาทต่อตัน ให้โรงสีที่ออกมาเร่ “รับซื้อ” ก่อนนำข้าวจากประเทศใกล้ๆ มาสวมสิทธิ

หากพลาดท่าถูกจับต้องเข้า “ซังเต” ต่างจากโรงสีที่มีเงินเส้นสาย โอกาสนอนคุกแทบเป็นศูนย์

อีกทั้งโรงสีที่ร่วมโครงการก็มีไม่ถึงพันแห่ง เพราะถูกล็อกสเปกกันไว้ เช่น ต้องวางหลักประกันที่ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารการันตี 70% ของมูลค่าการรับจำนำ

มองในแง่เหตุผลของกระทรวงพาณิชย์ เพราะต้องการให้มั่นใจว่าโรงสีที่เข้าร่วมโครงการมีทุนหนา

แต่ถามว่าจำเป็นหรือไม่ เพราะเงินที่จ่ายให้ชาวนาเป็นเงินจาก ธ.ก.ส. โรงสีแค่ตัวกลางและรับจ้างสีข้าว

หากรายใดต้องการความ “อนุเคราะห์” ก็จ่าย “ใต้โต๊ะ” แต่ก็เปิดทางให้โรงสีหารายได้มากลบค่าหัวคิว โดยกำหนดเงื่อนไข “ห้ามจำนำข้ามเขต” เป็นการันตี “กำไร” ให้โรงสีที่ถูกหักหัวคิวก่อนเป็นอันดับต้นๆ

ชาวนาที่นำข้าวไปจำนำกับโรงสีเหล่านี้ ก็ถูกหักหัวคิวกันทางอ้อมอีกต่อ ทั้งการโกงน้ำหนัก หักความชื้นสูงเกินจริง ซึ่งก็เถียงยาก เพราะหากไม่อยากจำนำก็ขนข้าวกลับไป เรียกว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง

“ที่เขาห้ามจำนำข้ามเขต เพราะหวังว่าจะมีข้าวจากที่อื่นมาสวมสิทธิ ผมขอถามว่า แล้วทุกวันนี้มีข้าวสวมสิทธิหรือเปล่า ก็ต้องยอมรับว่ามี” นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าว

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโครงการรับจำนำไม่มีทางออก

กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด เพราะวันนี้ชาวนาอีสานและภาคเหนือไม่มีข้าวเข้าโครงการ เพราะเขาปลูกเพื่อกินเหลือจึงขาย

ถ้ามีข้าว 3-4 ตัน ค่าขนข้าวไปโรงสีก็ไม่คุ้มแล้ว เส้นทางขนส่งก็ไม่มี

ดังนั้น เลิกประกาศได้แล้วว่ารัฐบาลจะจำนำข้าวทุกเมล็ด และเลิกใช้ชาวนาเป็นข้ออ้างเสียที

ขณะที่การที่เห็นมีชาวนามาขอขึ้นทะเบียนเข้าโครงการและขอรับใบประทวน 100% หรือมากกว่า 100% ก็อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะอย่างที่บอก “สิทธิ” ในการนำข้าวเปลือกเข้าโครงการ “มีราคา” และมีคนอยาก “ซื้อ”

ตรงนี้เองที่เป็น “ช่องว่าง” ที่ต้องอุดให้อยู่

ทางแก้ก็ไม่ใช่ไม่มี เพราะ “ชาวนาตัวจริง” ส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. หรือไม่ก็สหกรณ์การเกษตร หากนำข้อมูลวงเงินกู้ซื้อปัจจัยการผลิตมาดู ก็น่าจะได้ตัวเลขพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิตใกล้เคียงของจริง 70-80% แล้ว

ขณะที่การรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉางชาวนา น่าจะเป็นคำตอบ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว

แต่ปัญหาของชาวนาวันนี้ คือ ไม่มีเครื่องอบข้าว ไม่มียุ้งฉาง เหตุใดกลไกของภาครัฐ และสารพัดกองทุนที่รัฐบาลตั้งขึ้นจึงไม่สนับสนุนตรงนี้ ข้าวในมือชาวนาที่ต้องเกี่ยวสด จะเก็บไว้ก็ไม่ได้ เพราะข้าวเปลือกจะเน่าเสียก่อน จำต้องขายหรือจำนำกับโรงสีขายที่ความชื้น 30%

ราคาที่ได้ก็ลดลงฮวบตันละ 3,000-4,000 บาท

นิพนธ์ เสนอว่า หากท้องถิ่นทั่วประเทศลงเงินปีละ 1 หมื่นล้านบาท สร้างเครื่องอบข้าว มียุ้งฉางรวม กระทั่งมีเครื่องชั่งน้ำหนักข้าว เครื่องวัดความชื้นข้าวที่ราคาไม่กี่พันบาท หากทำเช่นนี้ชาวนาก็จะมีอำนาจต่อรอง ไม่ต้อง “ง้อ” โรงสี และยอมเสียเปรียบร่ำไป เพราะจะขายข้าวเมื่อไหร่ก็ได้

แต่หากปลงใจนำข้าวเข้าโครงการจำนำ และหากโรงสียัง “จงใจ” เอาเปรียบชาวนาอีก ก็แจ้งความจับกันไปเลย

“โรงสีที่ต้องการทำดีเหลือชาวนาก็มีเยอะ แต่เข้าโครงการไม่ได้ เพราะเงื่อนไขมีการล็อกสเปก ถ้าอยากเข้าโครงการ นั่นก็หมายความว่าต้องพร้อมที่จะโกง” นิพนธ์ กล่าว

ขณะที่สมพร ให้มุมมองว่า หากรัฐบาลเพื่อไทยไม่เกี่ยงว่า “นโยบายประกันรายได้” เป็นนโยบายที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำมาก่อน ก็น่าจะนำโครงการนี้มา “ผสมผสาน” กับโครงการรับจำนำของรัฐบาล จะตั้งราคาเท่ากับราคาจำนำที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ก็ไม่ว่า

ชาวนาในภาคอีสานหรือภาคเหนือตอนบนที่ปลูกข้าวไว้กินเอง ก็มีสิทธิได้เงินชดเชย “ส่วนต่าง” อย่างนี้รัฐบาลได้คะแนนเสียงชาวนารายย่อยไปเต็ม โรงสีก็ทำหน้าที่ตามกลไกปกติ ส่วนรัฐบาลไม่ต้องแบกข้าวไว้ในสต๊อก

แต่สิ่งที่ต้องเคร่งครัด คือ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรต้องเป็น “ของจริง” วิธีการควบคุมไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนปลอมก็มี แม้ไม่ได้ผล 100% แต่พอช่วยปรามได้บ้าง

เช่น ติดประกาศในหมู่บ้านเลยว่าใครมีที่ดินเท่าไหร่ ปลูกข้าวเท่าไหร่ หากใครรู้ว่ามีคนแจ้งเท็จก็ให้ข้อมูล “ทางลับ” กับนายอำเภอ โดยมีรางวัลตอบแทนค่าแจ้งเบาะแสหาก “เป็นจริง”

วิธีการนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีประเทศไหนเคยทำ ในสมัยที่สหรัฐที่มีโครงการลดพื้นที่ปลูกข้าว ก็ใช้วิธีนี้และได้ผลด้วย

ขณะที่การจัดการผลผลิตข้าวก็มีความสำคัญ เช่น การมีมาตรการจูงใจให้ชาวนาลดรอบการปลูกข้าว เพราะผลการศึกษาต่างชี้ชัดว่าการทำนาในพื้นที่ชลประทาน 2 ครั้งต่อปี และไปปลูกพืชอื่นแทน ได้ผลดีกว่าการทำนา 3 ครั้งต่อปี

ส่วนการฮั้วกับประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อื่นๆ แม้แนวโน้มความสำเร็จ “เป็นไปได้ยาก” แต่ก็น่าจะได้ผลทางจิตวิทยาอยู่บ้าง เพราะชาวนาไทยก็ยังจน ชาวนาเวียดนามก็จน ยิ่งชาวนาอินเดียยิ่งจน

หากระดับราคาข้าวโลกสูงขึ้น ชาวนาทุกประเทศก็ได้กันหมด

ส่วนข้าวสารที่รัฐบาลเก็บไว้ในสต๊อกกว่า 10 ล้านตัน หากระบายข้าวออกต่างประเทศก็ขาดทุนอยู่ดี ซ้ำให้คนต่างประเทศกินข้าวถูก แต่คนไทยกินข้าวแพงในยามที่ข้าวของราคาแพงเช่นนี้

จึงน่าจะเรียกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงมาคุย เช่น ถ้ารัฐบาลขายข้าวสารให้ราคาเท่านี้ ให้ผู้ประกอบการขายภายใต้ “แบรนด์” ของตัวเอง แต่ขอให้ราคาย่อมเยา หรือเป็นไปตามราคาที่รัฐบาลและผู้ประกอบการข้าวถุงตกลงกันไว้

แต่ต้องจำไว้ว่า อย่าให้หน่วยงานของรัฐ เช่น องค์การคลังสินค้า หรือ อคส. ทำ เพราะทำทีไรเจ๊งทุกที

หากจำเป็นต้องระบายข้าว ก็ต้องทำแบบจีทูจีเหมือนที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ตอนนี้ แต่ก็ต้องคุมการทุจริต ส่วนการเปิดประมูลก็ทำได้ แต่ต้องหาจังหวะระบายและระบายครั้งละไม่มาก

ที่สำคัญอย่าล็อกสเปกตัว “ผู้ส่งออก” หากให้มีการแข่งขันประมูลจริงๆ รับรองว่ารัฐบาลขายข้าวในราคา “ขาดทุน” น้อยลงแน่นอน

แม้การจำนำข้าวที่รัฐบาลทำอยู่นี้ถือว่า “สุ่มเสี่ยง” แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก

แต่โอกาสที่นักการเมืองจะหาสตางค์เข้ากระเป๋าจะน้อยลงก็เท่านั้นเอง

 

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน