
วันเวลาของนักฆ่าฝัน
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง
ฉันมีความฝัน แต่จะไม่เล่าให้ฟังหรอกนะว่า ฝันของฉันคืออะไร?
โดยบังเอิญเมื่อหลายเดือนก่อนนี้ ฉันมีโอกาสได้พบกับนักร้องคนหนึ่งซึ่งเคยโด่งดังในอดีต ฉันชื่นชอบและเคยสัมภาษณ์เธอมาหลายครั้งตั้งแต่เมื่อเริ่มเป็นนักข่าวใหม่ๆ ด้วยความยินดีที่ได้พบ ฉันเข้าไปทักทายและถามไถ่ว่า “ยังร้องเพลงอยู่ไหม?”
ฉับพลันเธอเหมือนไม่ได้อยู่ตรงนั้น สายตาเหม่อลอยไปไกล ราวกับกำลังค้นหาความทรงจำเก่าๆ ในอดีต “ไม่ได้ร้องแล้ว” เธอเล่าว่า หลังจากอายุขึ้นสู่วัย 40 ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครต้องการฟังเธอร้องเพลงอีก เธอจึงหยุดและไปทำอย่างอื่นแทน เสียงสวยๆ นั้น เจือด้วยความเศร้า
ใช่ นี่เป็นเรื่องสุดเศร้า หากใครสักคนยอมแพ้ เลิกฝันและเลิกทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข เพราะเชื่อหรือถูกทำให้เชื่อว่าตัวเองแก่เกินไป
เพราะอายุไม่เกี่ยวอะไรกับความฝัน ลองคิดถึงคนวัยเกษียณซึ่งลองเริ่มต้นธุรกิจใหม่ หรือกลับไปเรียนหนังสือต่อ หรือตัดสินใจแต่งงาน พวกเขาทำสิ่งเหล่านั้นได้เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่เกินไป
9, 19, 49, 69 หรือ 89 ขวบ ล้วนไม่มีใครแก่เกินไปที่จะฝัน แต่วัยก็ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้คนเลิกฝัน
ย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนหน้านั้น เช้าวันหนึ่งฉันลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อพบกับความว่างเปล่าซึ่งรออยู่ปลายเตียง ในวันที่ชีวิตเรียกได้ว่าอยู่ในวัยผู้ใหญ่เต็มตัว ฉันค้นพบบางอย่างที่น่าตกใจ ฉันไม่มีความฝันของตัวเอง!!!
ใช่... ฉันเคยมีความฝัน บางฝันได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว ขณะที่บางฝันถูกละเลยทิ้งขว้าง แล้วฉันหยุดให้กำเนิดความฝันใหม่ๆ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ยากที่จะนึกย้อน
ไม่มีฝันของตัวเองยังพอทำเนา แต่ฉันกำลังจะกลายร่างเป็น “นักฆ่าฝัน” ของคนอื่นๆ เมื่อฉันเฉยชากับคนที่กำลังไล่ล่าฝัน ความปรารถนาแรงกล้าและความสำเร็จของคนอื่นทำให้ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย บางครั้งเกิดอาการหมั่นไส้คนแปลกหน้า หรือแม้แต่ใครบางคนในโทรทัศน์ที่ดูเหมือนจะมีทุกอย่าง กับเพื่อนฝูงและคนรอบข้างฉันพร้อมช่วยเหลือให้ทุกคนรอดจากความเสี่ยงหรือความเจ็บปวดด้วยการแนะนำว่า อย่าเสี่ยงทำตามฝันเลย
เมื่อมองเห็นความเป็นไปของตัวเอง ฉันเจ็บปวดทุรนทุรายในใจ ด้วยตระหนักว่าชีวิตที่ไร้ฝันนั้นช่างจืดชืด แห้งแล้ง และว่างเปล่า ความฝันซึ่งบางคนเรียกว่าแรงบันดาลใจ เป้าหมาย หรือบางสิ่งที่ช่วยสร้างชีวิตนั้น คือหางเสือนำทาง หากปราศจากฝันเราก็เหมือนกับเรือที่วิ่งไปโดยไม่รู้ความเร็วของตัวเอง ไม่มีเป้าหมาย ต่อไปคงหลงทางหรือระเหเร่ร่อนแล้วแต่แรงคลื่นลมพัดพา
ตามวิถีของตัวเอง ฉันเฝ้าเพียรขุดคุ้ยหาต้นเหตุและหนทางแก้ไข ลึกๆ ลงไปฉันค้นพบว่า “ความผิดหวัง” จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นทำให้ฉันเลิกฝัน เป็น “ความกลัว” นั่นเองที่ทำให้ฉันไม่กล้าฝันใหม่ ความกลัวทำให้ฉันรู้สึกว่า “สายเกินไปที่จะฝัน โอกาสของเราผ่านไปแล้ว อย่ามาเริ่มตอนนี้ มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้”
ความกลัว คือยักษ์ใหญ่ที่เราสร้างภาพขึ้นมาเอง โดยไม่อาจจะระบุสีหรือรูปร่าง เราสามารถสัมผัสและรู้สึกได้เพียงแต่ผลกระทบของความกลัวเท่านั้น!!! เพื่อสลัดให้หลุดพ้นจากความกลัวและเริ่มต้นฝันใหม่ ฉันต้องการความกล้าที่จะหยุดและหันหน้าไปเผชิญกับ “หลักฐานเท็จที่ปรากฏจริง” ซึ่งเรียกกันว่า ความกลัวนั้น แล้วผลักความกลัวออกไปให้พื้นที่กับความกล้า ก่อนจะเริ่มต้นฟูมฟักเมล็ดความฝันใหม่
อาจจะเหมือนง่ายและรวดเร็ว แต่ความจริงแล้วยากและเชื่องช้า ทั้งยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่คงไม่เหมือนใคร
วันหนึ่งระหว่างนั้น ฉันพบกับเจ้าตัวเล็กวัย 6 ขวบ เธอบอกว่าตัวเองเป็นนางฟ้า “แล้วพรุ่งนี้จะเป็นอะไร” สาวน้อยบอก “เป็นมนุษย์อวกาศ” คุณแม่ของเธอหัวเราะและเล่าว่า เมื่อวานลูกสาวเพิ่งอยากจะเป็นนักบัลเลต์
ในมุมของเด็กๆ ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้พวกเขาเป็นนักบินอวกาศ หรือนักบัลเลต์ หรือนางฟ้าไม่ได้ เพราะว่าความฝันของเด็กๆ นั้นกว้างไกล อิสระ ไม่มีสิ่งใดแม้แต่ความกลัวมาหยุดฝันของพวกเขาได้ กระทั่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวันเวลาจากประสบการณ์การเรียนรู้ ทำให้ความฝันแคบลง น้อยลง และไร้อิสระ ถ้าเพียงแต่เราหัดมองโลกและคิดง่ายๆ แบบเด็กๆ
แล้วนางฟ้าในร่างของเด็กน้อยก็ใช้คทารูปดาวเคาะที่หัวและเสกให้ฝันของฉันกำเนิดขึ้นใหม่
ฝันก็เหมือนสิ่งอื่นๆ ในโลกนี้มีเกิดและดับ โดยเฉพาะการอยู่ในโลกนี้เต็มไปด้วยนักฆ่าฝัน ทำให้เราต้องดูแลความฝันของตัวเอง หากเรามุ่งมั่นมากพอก็จะหยุดพวกเขาได้ ใครๆ ก็อาจจะผ่านพบกับช่วงเวลาที่ความฝันสูญหาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือจะกลับมาฝันอีกครั้งได้อย่างไร
ความบังเอิญครั้งที่ 2 อาจจะไม่มี ฉันอาจจะไม่ได้พบนักร้องหญิงคนนั้น เพื่อมอบกำลังใจให้เธอกลับมาร้องเพลงและเริ่มต้นฝันครั้งใหม่ ฉันจึงได้แต่ภาวนาว่าเธอจะได้พบนางฟ้าของตัวเอง
เพราะความฝันคือความปรารถนาจากภายใน เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าเราเป็นใครและกระตุ้นให้เรารักษามันเอาไว้ โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์โดยรอบ ฝันไม่ต่างกับเป็นแผนชีวิต ทุกๆ ธุรกิจเริ่มต้นที่แผนการทำงาน กีฬาทุกประเภทต้องมีแผนการเล่น ชีวิตก็ต้องมีแผนการใช้ ความฝันให้ทิศทางเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า ความฝันที่ชัดเจนจะทำให้ชีวิตมีเป้าหมาย ปลุกเร้าให้ตัวเรามีพลังที่จะทำให้กลายเป็นจริง แม้ถึงที่สุดแล้ว บางฝันอาจจะไม่สามารถกลายเป็นจริง แต่ก็ได้ให้บทเรียนกับเราหรือแตกยอดเป็นฝันอื่น
ความงดงามของความฝัน คือ ความแตกต่าง บางคนมีฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก บางคนฝันเล็กๆ แต่สร้างความแปลกใจให้กับผู้คน อาจอธิบายไม่ได้ในสายตาของคนภายนอก แต่เมื่อลองสืบค้นหรือเข้าไปสัมผัสจะพบว่าความฝันเหล่านั้นมีเหตุผล มีที่มาที่ไป และเราไม่อาจจะดูแคลนความฝันของใครได้
ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่สายเกินไปที่จะมีความฝัน ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่ หากหัวใจยังเต้นอยู่แสดงว่ายังฝันได้ ถามตัวเองว่า ฉันตายหรือยัง ถ้าคำตอบคือ ไม่ นั่นก็แสดงว่า ไม่สายเกินไปที่จะฝันหรือเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ
ฝันไม่มีช้าเกินไป ไม่มีแก่เกินไป ไม่มีจนเกินไป หรือโง่เขลาเกินไป ทุกฝันสามารถเปลี่ยนแปลง พัฒนา และเติบโต ใช้มือของเราเกาะกุมความฝันเก่าๆ ไว้ พร้อมกับเปิดวงแขนเพื่อต้อนรับฝันใหม่ๆ เข้ามา
ฝันคือ ก้าวแรกของความสำเร็จในทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าฝันของคุณจะเป็นการตามหารักแท้ พิมพ์หนังสือสักเล่ม ตั้งบริษัทของตัวเอง มีลูก หรือไปเป็นคนหาปลาที่คอสตาริกา ทั้งหมดมีศักยภาพที่จะปรากฏเป็นจริง ถ้าหากเราไม่สูญเสียความตั้งใจและความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ
ก่อนจะถึงตรงนั้น ก้าวแรกคือ เริ่มต้นฝัน (อีกครั้ง)







