
รีบขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดดเป็นวันละ 300 บาท รวมทั้งเงินเดือนแรกเข้าผู้เรียนจบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เป็นนโยบายที่ถูกโจมตีหนักจากเอกชนว่าเป็นต้นตอของสินค้าแพงในขณะนี้
การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดดเป็นวันละ 300 บาท รวมทั้งเงินเดือนแรกเข้าผู้เรียนจบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เป็นนโยบายที่ถูกโจมตีหนักจากเอกชนว่าเป็นต้นตอของสินค้าแพงในขณะนี้
แม้การขึ้นค่าจ้างจะได้ใจผู้ใช้แรงงาน แต่ขณะนี้ผู้ใช้แรงงานเริ่มไม่แน่ใจว่าดี เพราะราคาสินค้าทุกชนิดปรับขึ้นพรวดพราดสูงกว่าค่าจ้างที่ขึ้นมาก ค่าจ้างที่ได้เพิ่มโดนราคาสินค้าแพงดูดคืนไปหมด เหมือนไม่ได้ค่าจ้างขึ้นเลย
นอกจากนี้ ราคาสินค้านั้นปรับขึ้นทั้งประเทศ แต่คนที่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท มีแค่เพียง 7 จังหวัดที่ประกาศไว้ ที่เหลืออีก 60 กว่าจังหวัดยังรออยู่ว่าจะได้ค่าจ้างใหม่เมื่อไหร่ เพราะขณะนี้กำลังชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ไม่พอจ่ายกันทั่วหน้า
หลักการง่ายๆ ที่ใช้กันมาตลอดก็คือ การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ แต่ยามนี้การเพิ่มรายได้ดูจะเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยสำหรับรัฐบาล เพราะนโยบายการคลังก็ใช้กันเต็มสูบแล้ว จะขยับภาษีอะไรไม่ได้เลย อีกทั้งฐานะการคลังก็ขาดดุล การจะใช้เงินแทรกแซงกลไกตลาดมากกว่านี้ ฐานะการคลังอาจจะรับไม่ไหว
ที่ออกนโยบายไปแล้วคือ บ้านหลังแรก ซื้อรถยนต์คันแรกจะคืนภาษีสรรพสามิตให้ เอาเข้าจริงเม็ดเงินก็ยังไม่ออกมาถึงมือประชาชน
รัฐบาลยังได้ใช้เงินนอกงบประมาณผ่านธนาคารของรัฐไปมากพอควร แค่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท ก็สร้างภาระให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หลายหมื่นล้านบาท และแทนที่ชาวนาจะได้ผลประโยชน์เต็มๆ กลับไม่ได้อะไรเลย โรงสีที่รับจำนำข้าวได้หมด
ด้านการเพิ่มรายได้นั้น รัฐบาลคงจะทำไม่ได้แล้ว ขนาดจะขึ้นเงินเดือนข้าราชการตามที่ได้สัญญาไว้ ว่าเดือน เม.ย.นี้ ข้าราชการจะได้รับเงินเดือนในโครงสร้างใหม่ ก็ต้องเลื่อนออกไป
ดังนั้น การลดรายจ่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญกว่า รัฐบาลจึงต้องหันมาใช้มาใช้วิธีเดิมๆ คือการตรึงราคาสินค้า การใช้โครงการธงฟ้า ออกมาเสริมเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน
แต่วิธีการนี้ เป็นแนวทางที่ทำแล้วไม่ได้ผล เพราะเป็นมาตรการที่ใช้มาทุกรัฐบาล ทำได้เป็นช่วงสั้นๆ หากรัฐบาลตรึงราคาสินค้า ผู้ผลิตก็ใช้วิธีการลดปริมาณลง ขายในราคาเดิม ก็ไม่ต่างอะไรกับการขึ้นราคาสินค้า
และหลังจากพ้นช่วงขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้า ต้นทุนแฝงก็จะพุ่งขึ้นมา หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ขึ้นราคาสินค้า การบิดเบือนกลไกตลาดทุกอย่างไม่ส่งผลดีทั้งนั้น หลังการควบคุมทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติ ก็คือของแพงตามปกติ ผลไม่ออกวันนี้ก็จะไปออกในวันข้างหน้า
น่าเห็นใจรัฐบาลมีทางเลือกไม่มาก แต่ในทางเลือกที่ไม่มากนั้น กลับเลือกวิธีการใช้เงินอย่างไร้ประสิทธิภาพต่อไป แม้ใครจะเตือนว่า ขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการประชานิมยมต่างๆ กลับไปดูว่าอะไรด่วนหรือไม่ด่วน
แต่การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศนั้น หากค่าครองชีพยังสูงขนาดนี้ และรัฐบาลเอาไม่อยู่กับการแก้ไขของแพง รัฐบาลต้องกล้าประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เท่าหรือใกล้เคียงกันไปเลย นี่จะเป็นทางเลือกด้วยที่ทำให้แรงงานระดับล่างอยู่รอด ในภาวะค่าครองชีพสูงมากอย่างนี้
จนถึงเวลานี้ การยืดเวลาออกไปไม่ช่วยอะไรเพราะสถานการณ์บานปลายไปแล้ว ส่วนการจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่จะเจ๊งจากการนี้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ควรจะเริ่มต้นคิดได้แล้ว







