
"ประชา เตรัตน์"หัวหมู่ค้านกระจายอำนาจ
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ถูกจับตาในฐานะว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) คนใหม่ มานานกว่า 2 ปี สปอตไลต์ฉายที่ ประชา เตรัตน์ รองปลัด มท. โดดเด่นขึ้นทุกวัน จนถูกมองว่าเขาเตรียมเป็นปลัด มท.คนต่อไป หลังจาก พระนาย สุวรรณรัฐ ปลัด มท.คนปัจจุบัน จะเกษียณอายุราชการลงในเดือน ก.ย.นี้
ฉะนั้น ในวันที่กระทรวงมหาดไทยถูกจับตาในฐานะกระทรวงใหญ่ที่เทอะทะ เชื่องช้า และล้าหลัง พอๆ กับอายุกระทรวงที่ล่วงมาถึง 120 ปี ขณะเดียวกันกระแสกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดังขึ้นตามไปด้วย
กระจายอำนาจยังมีปัญหา
กระแสการเพิ่มอำนาจประชาชนและลดอำนาจรัฐด้วยการกระจายอำนาจออกสู่ประชาชนนั้น ประชาแสดงความคิดเห็นตรงๆ ว่า ณ ขณะนี้การปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีปัญหาอยู่มาก ซึ่งที่เขาพบก็คือ การทุจริตของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทุจริตกับโครงการ ตั้งแต่โครงการเล็กไปยังโครงการใหญ่ ทำให้การปกครองแบบมหาดไทยยังคงเป็นทางเลือกที่ชาวบ้านเลือกที่จะพึ่งพาอยู่ดี
“ชาวบ้านเขาก็ยังพูดกันอยู่ว่า อบต. คือ อมทุกบาททุกสตางค์ ตอนผมเป็น ผวจ.ชลบุรี ยังบอกเขาเลยว่า เฮ้ย กินกันน้อยๆ หน่อย เขาแบ่งไป 2030% แล้วโครงการจะเหลืออะไร ซึ่งปัญหามันเกิดเพราะเราไปเอานักเลงหัวไม้มาเป็นนายก อบต. 80% เป็นอย่างนั้น” รองปลัด มท. กล่าว
เขายอมรับว่า ประวัติศาสตร์ตั้งแต่สุโขทัยจนถึงปัจจุบัน การเมืองการปกครองไทยมีรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งหากจะไปเปลี่ยนหน้ามือด้วยการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นทั้งหมด ยกเลิกนายอำเภอ หรือ ผจว.ไปเลยคงลำบาก แต่ก็ไม่อยากไปเถียงกับนักวิชาการ
“คือถ้าเราบอกว่าต้องปฏิรูป ผมก็เห็นด้วย เพราะการปกครองมันต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งของเราเอง เมื่อก่อนมหาดไทยมี 20 กว่ากรม จนสุดท้ายก็แยกออกไปหมด แต่คนก็ยังเห็นเราเป็นที่พึ่งอยู่ ซึ่งผมก็เห็นว่าเราต้องมีการปกครองแบบมหาดไทยไว้คอยคานอำนาจ” ประชา กล่าว
มท.ต้องเดินหน้าเร็วขึ้น
แม้ผจว.จะไม่มีอำนาจมากเท่าในอดีต และจะสวนทางกับกระแสการเลือกตั้ง ผจว.จากแวดวงนักวิชาการและเอ็นจีโอก็ตาม แต่ประชายืนยันว่า ทางออกของการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ก็คือการให้อำนาจผจว.ในการบริหารส่วนราชการมากขึ้น
เขาเปรียบเปรยว่า ผจว.ต้องเป็นนายกจังหวัด ไม้จิ้มฟันยันเรือรบทุกอย่างต้องรวมอำนาจเบ็ดเสร็จ ถ้าให้เป็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มันไม่มีทางแก้ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อครั้งเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่ผ่านมา ผวจ.ไม่มีอำนาจเท่าที่ควรในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้หน่วยงานใดทำอะไร
“ผมเห็นการทำงานของ ผวจ.ก็ปวดหัว เพราะส่วนราชการภูมิภาคในจังหวัดมี 22 หน่วยงาน แต่ส่วนกลางมีเป็น 100 ที่บอกว่าต้องรอผู้ใหญ่ของเขาสั่งมาก่อน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วคุณต้องเทกโอเวอร์งานเหมือนเป็นเจ้ากระทรวง จริงอยู่ที่ส่วนราชการต่างๆ รับผิดชอบในการจัดการปัญหา แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ลงมาที่ ผวจ.หมด เราก็โดนอยู่ดี เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้เป็น” ประชา กล่าว
ประชายกตัวอย่างให้ชัดว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทำให้เปลี่ยนรัฐบาลไป 4 ชุด นายกรัฐมนตรี 5 คน แต่จะเห็นได้ชัดว่าระบบราชการเคลื่อนต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งการเมืองอย่างที่นักวิชาการกล่าวอ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบข้าราชการเข้มแข็ง และผู้ว่าราชการจังหวัดก็ทำหน้าที่ในภูมิภาคอย่างมั่นคง ไม่ต้องยอมรับฟังนโยบายการเมืองที่เปลี่ยนไปเรื่อย
ผงาดปลัดคลองหลอด
ประเด็นสำคัญที่ มท. ถูกโจมตีระยะหลังก็คือ การซื้อขายตำแหน่งของข้าราชการระดับสูงโดยเฉพาะรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นประชาก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จาก ผจว.สุราษฎร์ธานี เข้ามาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเช่นเดียวกัน ซึ่งเขายอมรับว่า ครั้งนั้นเขายอมเข้ามาเป็นผู้ตรวจราชการเอง
“เราจะไปสนใจทำไม จะผู้ตรวจราชการ ผวจ. หรือรองปลัด มันก็เงินเดือนเท่ากัน คนที่ห่วงก็คือ ผวจ.ที่ซื้อมา หรือมีผลประโยชน์ในจังหวัด ซึ่งทุกคนห่วงกัน แต่เราไม่ยึดติด ขืนยึดติดก็ไม่ต้องทำอะไร ข้อเสียของคนอย่างผม ก็คือไม่ยอมนักการเมือง” รองปลัด มท. เล่าให้ฟัง
แม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอาวุโสสูงสุด ที่ขึ้นเป็น ผจว.มาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว และถูกจับตามองในฐานะปลัด มท.คนต่อไป แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่เคยยึดติด และพร้อมจะทำงานไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหน
“สบายดี เราไม่ดิ้นรนหรอก คนอยากเป็นเหลือเกิน เราอาวุโสสูงสุด แต่ถ้าเขาไม่เอา เราก็ไม่เอา ที่ผ่านมาฝีมือผมอาจไม่เก่งเท่าไร แต่ก็ไม่ขี้เหร่ ก่อนเกษียณถ้าเขาไม่เห็นความสำคัญก็ดี ถือว่าได้พัก” ประชา กล่าว







